ยวให้เขาคือภรรยาของเขา หม่าซานเหนียง หลินต้าเม่ยก็เป็นเจ้าเองที่ตบแต่งด้วย ถึงจะโกรธแต่เขาจะไปโทษใครได้เล่า?”
“ข้าจำได้แล้ว ยามนั้นที่เกิดเรื่องที่หมู่บ้านสกุลหลี่ว์ เจ้าก็เคยไป” ภรรยาของเจ้าหน้าที่นึกขึ้นได้ แต่นางก็ยังคิดไม่ออกว่าตกลงแล้วจูต้าเหนียงเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้อย่างไร
“เขาไม่ได้แต่งงานกับหลินต้าเม่ยโดยสมัครใจ เขารู้สึกว่าเป็นข้าที่กดดันเขา เพราะหลินต้าเม่ยเป็นพี่สาวคนโตของสะใภ้บ้านข้า” เย่อวี๋หรานเปิดเผยอย่างหนึ่ง
เจ้าหน้าที่จูและภรรยาของเจ้าหน้าที่ถึงกับชะงัก “…”
นี่นับด้วยหรือ?
รอบ ๆ หมู่บ้าน มีสกุลไหนบ้างเล่าที่ไม่เกี่ยวพันกันทางใดก็ทางหนึ่ง?
ถ้าเป็นอย่างที่หลี่ว์มู่คิดแค้น เช่นนั้นไม่ว่าใครก็ล้วนมีส่วนเกี่ยวข้องไม่ใช่หรือ?
“เจ้าหนุ่ม ถ้าไม่อยากแต่งงานก็ไม่ต้องแต่งสิ จะมาโทษคนอื่นได้อย่างไร?” ภรรยาเจ้าหน้าที่ไม่เข้าใจ มองไปยังแววตาของหลี่ว์มู่ซึ่งเต็มไปด้วยความรังเกียจ “มิน่าเล่า หม่าซานเหนียงถึงไปแย่งคนของคนอื่น ถ้าข้าแต่งงานกับผู้ชายเช่นนี้ ข้าก็ไม่อยากอยู่ต่อเช่นกัน”
จบประโยคนั้น หลี่ว์มู่ก็เงยหน้าขึ้นทันใด สองตาเขาแดงก่ำแล้วตวาดว่า “เจ้าพูดอะไร?! แน่จริงเจ้าก็ลองพูดให้บิดาฟังอีกครั้งสิ!”
ภรรยาเจ้าหน้าที่ถูกเขาจ้องถึงเพียงนี้ก็ตกใจ “ไอ้หยา สวรรค์ ดุร้ายอะไรถึงเพียงนี้?”
แต่นางก็ยังหงุดหงิดอยู่บ้าง ตีอกชกหัวตัวเองและจ้องกลับไป “ยายเฒ่าคนนี้พูดแล้วจะทำไม? ยายเฒ่าคนน