คะ…”
“พี่น้องในใต้หล้าสมควรเป็นเช่นนี้ ไม่ว่าระหว่างกันจะมีความขัดแย้งมากมายเพียงใด แต่เมื่ออยู่ข้างนอกก็ต้องมีจิตใจเป็นหนึ่งเดียวกัน ส่วนความขัดแย้งภายในนั้นสามารถรอให้เรื่องราวสิ้นสุดลงแล้ว ค่อยมาสะสางกันเองเป็นการส่วนตัว” เย่อวี๋หรานกล่าว “เรื่องนี้พวกเจ้าทำได้ดีมาก โดยเฉพาะพวกเจ้าแยกแยะได้อย่างชัดเจนว่าใครเป็น ‘คนใน’ ใครเป็น ‘คนนอก’”
ทั้งสามคนฟังอย่างตั้งใจอย่างยิ่ง
“บางที สำหรับคนนอกแล้ว หลินต้าเม่ยก็คือพี่สาวคนโตของพวกเจ้า พี่สาวคนโตดุจดั่งมารดา พวกเจ้าสมควรเคารพนาง รักทะนุถนอมนาง คนอื่นไม่มาสนใจหรอกว่าพี่สาวพวกเจ้าทำอะไรผิดไป มีแต่จะสนใจว่าพวกเจ้าทำอะไรไปบ้าง”
“ข้ากังวลมาตลอดว่าพวกเจ้าจะเห็นแก่ที่นางเป็นพี่สาว ปล่อยให้นางรังแกได้ตามใจ ยอมนางอยู่ร่ำไป”
“ข้าดีใจมากที่พวกเจ้ารู้จักปกป้องสิ่งที่สมควรปกป้อง”
……
เย่อวี๋หรานเน้นย้ำกับพวกนางว่า แม้หลินต้าเม่ยจะเป็นพี่สาวคนโตของพวกนาง แต่ ‘พี่สาวไม่เมตตาอารี’ ถึงขั้นจะรังแกพวกนาง พวกนางก็ไม่จำเป็นต้องเกรงใจ เรื่องนี้ถูกต้องแล้ว
เป็นคนต้องมีหลักการ กับคนนอกก็ต้องใช้มารยาทก่อน จากนั้นค่อยใช้กำลัง สำหรับคนในครอบครัวก็ต้องเกรงอกเกรงใจต่อกันเช่นกัน จากนั้นค่อยยกความจริงขึ้นมาพูด
เดิมทีหลินซื่อ หลินซานเม่ย และหลินซื่อเม่ยยังรู้สึกละอายใจที่ลงไม้ลงมือกับหลินต้าเม่ยอยู่บ้างไม่มากก็น้อย แต่หลังจากฟังถ้อยคำ ‘ล้างสมอง’ เหล่านี้ของเย่อวี๋หราน คว