้อร์เป่ารู้สึกเหนื่อยอยู่บ้างจริง ๆ และอยากวางตำราในมือลงแล้ว
ทว่าก่อนที่เขาจะวางลงก็หันไปหาต้าเป่า
ต้าเป่าส่ายหน้า เขากล่าวด้วยสีหน้าแน่วแน่ว่า “อาสาม ข้ารู้ว่าท่านสงสารพวกข้า แต่ว่าอาสามขอรับ ครอบครัวของพวกเราไม่มีเงิน ท่านย่าแบกรับความกดดันใหญ่หลวงเพื่อส่งพวกข้าและอาเจ็ดมาเรียนหนังสือ”
“ท่านเองถ้าไม่ใช่เพื่อพวกข้าแล้ว ก็คงจะไม่ทิ้งงานที่บ้านมาดูแลพวกเราที่นี่”
“สถานการณ์ของอาเจ็ดค่อนข้างพิเศษ น้องรองก็ยังเล็ก มีเพียงข้าเป็นหลานชายคนโต ทุกคนในครอบครัวฝากความหวังไว้ที่ข้า ข้าไม่อาจทำตัวเกียจคร้าน”
……
แม้ว่าเอ้อร์เป่าจะอยากเล่น แต่เมื่อได้ยินต้าเป่าพูดเช่นนี้ เขาก็ส่ายหน้าเช่นกัน “อาสาม ข้าเชื่อฟังพี่ใหญ่ขอรับ”
ขอบตาของจูซานพลันร้อนผ่าว รู้สึกทั้งซาบซึ้งและปวดใจแปลบ
เมื่อก่อนเขารู้ว่าต้าเป่าฉลาดมาก รู้ความกว่าเด็กคนอื่น ๆ หลังจากมาอยู่ที่สำนักศึกษาแล้ว เด็กคนนี้ก็ยิ่งเข้าใจอะไร ๆ มากกว่าเดิม
เขาไม่รู้ว่าพวกบัณฑิตที่มาขลุกอยู่กับต้าเป่าเหล่านั้นพูดอะไรบ้าง เขาเห็นเพียงว่าต้าเป่าขยันหมั่นเพียรขึ้นทุกวัน ทุ่มเทอุทิศตนมากขึ้นทุกวัน
“ต้าเป่า เจ้ายังเล็ก เจ้าเพิ่งจะเจ็ดขวบ ไม่จำเป็นต้องรีบร้อนปานนั้น” จูซานหันกลับมา กลั้นน้ำตาเอาไว้ กล่าวสืบไปว่า “แล้วก็เอ้อร์เป่า เจ้าก็เหมือนกัน เจ้าเด็กกว่าต้าเป่าเสียอีก ปีนี้เจ้าเพิ่งจะสี่ขวบ คนอื่นตอนอายุเท่าเจ้ายังเล่นโคลนกันอยู่เลย”
“ข้าไม่รีบ พี่ใ