ทั้งสองต่างก็เป็นฝ่ายถูกรังแกเหมือนกัน แต่เมื่อนำครอบครัวของจูซิงวั่งกับหลินต้าเม่ยมาเปรียบเทียบกันแล้ว ก็สามารถประจักษ์ถึงความเหนือชั้นได้อย่างชัดเจน
“ยืนกรานว่าเป็นของข้าอะไรกัน มันเป็นของข้าอยู่แล้วต่างหาก” หลี่ต้าเหนียงได้ยินเจ้าหน้าที่กล่าวเช่นนั้นก็ไม่พอใจ นางพูดว่า “นังเด็กคนนี้ข้าลำบากลำบนเลี้ยงมาแต่อ้อนแต่ออก เลี้ยงมาหลายปีขนาดนี้ ยังไม่ได้ตอบแทนบุญคุณข้าสักนิด แต่พอมาอยู่ที่เรือนจูซิงวั่งกลับหัดค้าขายเป็นเสียแล้ว ผลประโยชน์อะไรก็ประเคนให้จูซิงวั่งไปหมด อาศัยอะไร?”
“ลูกสาวที่ข้าเลี้ยงมา ทำไมข้าจะเอาเงินไปไม่ได้?”
“จูต้าเหนียง เจ้าก็เป็นแม่คนเหมือนกัน เจ้าลองคิดดูสิ ถ้าวันหน้าปาเม่ยลูกเจ้าออกเรือนเข้าตำบลไปแล้ว กลายเป็นนายหญิงน้อยอะไรเทือกนั้น ตนเองเสพสุขแต่กลับไม่สนใจครอบครัวบิดามารดา เจ้าจะรู้สึกอย่างไร?”
หลี่ต้าเหนียงยังไม่เลิกล้มความคิดที่ต้องการจะลากเย่อวี๋หรานลงน้ำให้ได้
นางรู้ว่าตอนแรกเจ้าของร่างเดิมอยากส่งจูปาเม่ยไปเป็นสาวใช้ในบ้านสกุลใหญ่เพื่อไต่เต้าเป็นอนุภรรยา คนในครอบครัวจะได้รับอานิสงส์ไปด้วย เจตนาพูดแทงใจดำ เพื่ออยากให้เย่อวี๋หรานยืนอยู่ฝั่งเดียวกับนาง
‘หัวอกเดียวกัน’ หลี่ต้าเหนียงไม่เชื่อหรอกว่า ถ้าในอนาคตจูปาเม่ยได้ดิบได้ดีไปแล้วเย่อวี๋หรานจะไม่หวั่นไหว?
ตอนนี้เป็นช่วงรวบรวมมติมหาชน ถ้าเย่อวี๋หรานกล้าไม่ยืนอยู่ฝ่ายเดียวกันกับนาง วันหน้าถ้าหญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์กล