าค่ะ”
งานในหนึ่งวันถูกรวบรวมและสรุปออกมาสั้น ๆ
เย่อวี๋หรานพยักหน้าเล็กน้อย และให้อีกฝ่ายกลับห้องไปพักผ่อน
“เจ้าค่ะ เช่นนั้นข้าไปก่อนนะเจ้าคะ”
เมื่อสะใภ้ใหญ่เดินคล้อยหลังไป จูปาเม่ยก็วิ่งเข้ามาพอดีด้วยสีหน้าที่ราวกับรู้อะไรบางอย่างมา “ท่านแม่ พี่สะใภ้ใหญ่พูดไม่ครบเจ้าค่ะ วันนี้พี่สะใภ้รองไม่ตั้งใจทำงาน ล้วนเป็นพี่สะใภ้ใหญ่ที่ช่วยนางทำงานเจ้าค่ะ”
จากนั้นนางก็เล่ารายละเอียดที่สังเกตเห็นออกมา
เพราะเรื่องการสร้างเรือนใหม่ ล้วนต้องเชิญพี่ชายน้องชายจากบ้านพวกลูกสะใภ้มา ที่ไหนมีการทำงานหนัก ที่นั่นย่อมมีคนขี้เกียจ นางเข้าใจดี
ถ้าเป็นเมื่อก่อน จูปาเม่ยคงไม่สนใจปัญหาเหล่านี้ แต่หลังจากได้ร่วมวงกับสะใภ้สี่ที่ชอบเรื่องซุบซิบนินทา นางก็กลายเป็นคนที่รู้ข่าวสารต่าง ๆ ฉับไว
เย่อวี๋หรานยิ้มและพยักหน้าให้นาง “ในใจเจ้าเองเข้าใจอย่างชัดเจนก็พอแล้ว เรื่องบางอย่างก็ไม่ควรพูดต่อหน้าพวกพี่สะใภ้ของเจ้า เข้าใจหรือไม่?”
“เข้าใจเจ้าค่ะท่านแม่ ท่านเคยพูดหลายครั้งแล้ว ไม่มีปัญหา ข้าจะไม่ยั่วโมโหพวกพี่สะใภ้เจ้า
ค่ะ” จูปาเม่ยรู้สึกว่าช่วงที่ผ่านมาตัวเองได้เรียนรู้อะไรหลายอย่าง แน่นอนว่าจะไม่ทำผิดพลาดเช่นนี้
นางพูดแค่ต่อหน้าท่านแม่เท่านั้น ไม่เปิดเผยต่อหน้าคนอื่น
“พวกพี่สะใภ้ของเจ้านิสัยเป็นเช่นไร ข้ายังจะไม่รู้ชัดอีกหรือ? เจ้าดูเป็นคนซื่อตรง แต่ที่จริงก็เป็นคนคิดเล็กคิดน้อยคนหนึ่ง จะทำเช่นนี้ก็เป็นเรื่องธรรมดา”
เ