นดไว้ว่าพ่อค้าไม่อาจเข้าร่วมการสอบเป็นขุนนาง พวกเราต้องเหลือทางถอยเอาไว้ให้คนรุ่นหลัง ถ้าไม่จำเป็นถึงที่สุดแล้วจริง ๆ ผู้ชายในหมู่บ้านสกุลจูไม่ว่าใครก็ไม่อาจทำการค้า”
จุดนี้เย่อวี๋หรานยืนยันหนักแน่น
เรื่องในหมู่บ้านสกุลหลิวคราวก่อนทำให้นางตระหนักได้ถึงพลังของคนแซ่เดียวกันอีกครั้ง
ถ้านางบังคับใช้กฎนี้เฉพาะภายในครอบครัวตนเอง สุดท้ายคนในหมู่บ้านสกุลจูหันไปค้าขายกันหมด ในอนาคตเรื่องนี้ย่อมเป็นภัยคุกคามอันใหญ่หลวงสำหรับลูกหลานสกุลจูอย่างไม่ต้องสงสัย
นางเน้นย้ำความสำคัญของเรื่องนี้ต่อเจ้าหน้าที่และผู้อาวุโสซ้ำแล้วซ้ำเล่า คนอื่น ๆ ในหมู่บ้านมองเห็นเพียงผลประโยชน์ตรงหน้า ไม่ได้มองการณ์ไกลถึงเพียงนั้น แต่พวกเขาซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่และผู้อาวุโสประจำหมู่บ้านเป็น ‘ผู้ใหญ่’ ที่น่านับถือของหมู่บ้านสกุลจู พวกเขาควรมีวิสัยทัศน์ต่างจากคนทั่วไป
ตอนแรกเจ้าหน้าที่และผู้อาวุโสก็ไม่ได้คิดอะไรมากมาย แต่เมื่อนางกล่าวเช่นนี้ ในแก่นกระดูกก็พลันบังเกิดความเร่าร้อนขุมหนึ่ง ราวกับว่าพวกเขากำลังกระทำเรื่องที่ยิ่งใหญ่มาก
เจ้าหน้าที่และผู้อาวุโสผงกศีรษะ “เจ้าพูดถูก สมควรมีกฎข้อนี้ แต่เจ้าแน่ใจหรือว่าการค้าขายจะสามารถทำเงินได้จริง ๆ?”
“ถ้าง่ายดายปานนั้น คนทำการค้าทั้งหลายไม่กลายเป็นเศรษฐีกันหมดแล้วหรือ?”
สำหรับความแคลงใจของพวกเขา เย่อวี๋หรานไม่รู้ว่าควรอธิบายอย่างไรดี
นับแต่โบราณจนถึงปัจจุบัน ผู้ที่หาเงินได้มากที่สุ