กรม’ ที่สามารถเตือนเจ้าได้อยู่ข้าง ๆ เช่นนี้จะไม่ให้รู้สึกดีได้อย่างไร
“ตอนนี้ยามที่พวกเขาไม่มีอะไรทำก็จะหยิบหนังสือไปอ่านให้เจ้าเจ็ดฟัง หลังจากนั้นก็สลับกัน ให้เจ้าเจ็ดถามคำถามและให้พวกเขาตอบ”
“เจ้าทดสอบข้า ข้าทดสอบเจ้า แม้แต่อาจารย์ยังบอกว่าผลการเรียนดีขึ้นมาก”
หลังกินมื้อเย็นเรียบร้อยแล้ว โต๊ะอาหารของสกุลจูก็ยังไม่ถูกเก็บ
คนทั้งสกุลนั่งอยู่ตรงนั้นเพื่อฟังจูซานเล่าเรื่องที่เกิดในสำนักศึกษา ฟังกันได้อย่างไม่รู้เบื่อ
เจ้าหนึ่งประโยค ข้าหนึ่งประโยค และ ‘เก็บ’ รายละเอียดเล็กน้อยเหล่านั้นไว้
หลังจากนั้น เมื่อเย่อวี๋หรานเห็นว่าฟ้าเริ่มมืดเกินไปแล้วจริง ๆ จึงให้พวกลูกสะใภ้เก็บโต๊ะ และทุกคนจึงแยกย้ายกันกลับห้องไปพักผ่อน
หลิ่วซื่อกลับมาถึงห้องก็กอดเสื้อผ้าของต้าเป่าและเอ้อร์เป่า จ้องมองอยู่นานสองนาน
จูต้าเห็นเข้าก็อยากจะปลอบนาง แต่กลับไม่รู้ว่าควรจะพูดอะไร
“เจ้าวางใจเถอะ จูซานต้องดูแลพวกเขาเป็นอย่างดีแน่นอน”
“ข้ารู้ ข้าแค่คิดถึงต้าเป่ากับเอ้อร์เป่า” หลิ่วซื่อพูด “รอให้การเพาะปลูกช่วงฤดูใบไม้ผลิจบแล้ว ข้าอยากไปพูดกับท่านแม่สักหน่อย ว่าจะเข้าตำบลไปหาต้าเป่ากับเอ้อร์เป่า เจ้าว่าจะได้หรือ
ไม่?”
จูต้าตอบ “ได้สิ ท่านแม่เป็นคนคุยง่าย”
หลิ่วซื่อคิดในใจ ‘ถ้าท่านแม่เป็นคนคุยง่าย ในใต้หล้านี้ก็คงไม่มีแม่สามีที่คุยยากแล้วกระมัง’
ส่วนหลิวซื่อนั้น เมื่อกลับมาที่ห้องก็รีบเรียกจูเอ้อร์ไปที่เตียง “ข้าไม่เ