ท่านไม่รู้อะไร บางครั้งคนเราดูกันจากหน้าตาไม่ได้เลยจริง ๆ”
หลินซื่อเบิกตากว้าง “จริงรึ? ทำไมข้าไม่เห็นเลยเล่า?!”
“เจ้าตาบอดเอง ไม่เห็นแล้วข้าจะทำอย่างไรได้?” จูอู่กล่าวอย่างกรุ่นโกรธ “ตอนนั้นเจ้ายังกล้าทะเลาะกับข้า ทำให้ข้าตกใจแทบตายแล้ว ปกติก็ออกจะฉลาด ถึงเวลาสำคัญแบบนี้เหตุใดจึงไม่มีไหวพริบเอาเสียเลย ข้าล่ะยอมเจ้าจริง ๆ”
หลินซื่อใจหายวาบ “ไม่กระมัง? เหล่าอู่ ขอโทษด้วย ตอนนั้นข้าไม่เห็นนี่นา อยู่ดี ๆ เจ้าก็มาตบข้าแบบนั้น ทำข้าสับสนไปหมด”
“ถ้าไม่มีสาเหตุ ข้าจะตีเจ้าทำไม?”
“ข้าก็แปลกใจเหมือนกัน ถึงได้โมโหอย่างไรเล่า” หลินซื่อยังนึกถึงเรื่องที่นางเอาความไปฟ้อง แต่กลับถูกแม่สามีลงโทษให้ยืนอยู่ข้าง ๆ ขึ้นมาได้
นางมองไปทางเย่อวี๋หรานอย่างระมัดระวังแล้วเอ่ยถาม “ท่านแม่ ท่านก็รู้อยู่แล้วใช่ไหมเจ้าคะ?”
เย่อวี๋หรานไม่มองอีกฝ่าย แต่เอ่ยนิ่ง ๆ ว่า “อืม! ตอนเจ้าบอกข้า ข้าก็พอเดาได้ว่ามีเรื่องเกิดขึ้นแล้ว”
“หา?! ท่านรู้ได้อย่างไรเจ้าคะ? ตอนนั้นท่านไม่ได้อยู่ที่นั่นด้วยเสียหน่อย”
“ถึงข้าจะไม่ได้อยู่ที่นั่นด้วย แต่ข้ารู้จักเจ้าห้าดี เวลาแบบนั้นเขาไม่มีทางตบเจ้าโดยไร้เหตุผล”
หลินซื่อนิ่งงัน “…”
แล้วทำไมข้าคิดไม่ถึงเรื่องนี้เลยเล่า?
หรือจริง ๆ แล้ว ลึกลงไปในจิตใจของนาง นางหาได้เชื่อใจจูอู่ถึงเพียงนั้น?
“ข้าไม่ยุ่งเรื่องพี่สาวของเจ้า เจ้าไม่พอใจใช่ไหม?” เย่อวี๋หรานเห็นอีกฝ่ายเหม่อลอยจึงตัดสินใจโจมตี