อบเคอจวี่ แต่เพื่อกลับไปสอนหลาน ๆ ที่บ้านต่างหาก”
“ข้ารู้” เสินกวงจี้กล่าว “ต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าก็เรียนกับเขาเหมือนกัน ต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าก็เก่งกาจยิ่งนัก พักนี้ข้าก็ทำการบ้านด้วยกันกับพวกเขา เมื่อก่อนข้าคิดว่าอะไรที่ข้าทำไม่ได้ คนอื่นก็คงจะทำไม่ได้เหมือนกัน แต่ต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าทำได้”
“จริงรึ? ต้าเป่ายังพอว่า แต่เอ้อร์เป่าเพิ่งจะสามสี่ขวบกระมัง?” เสินอิงอวี่ค่อนข้างประหลาดใจ
เสินกวงจี้รู้สึกรันทดใจ “ใช่น่ะสิ ข้าอายุแปดเก้าขวบแล้ว แต่กลับมีสติปัญญาไม่สู้เด็กน้อยอายุสามสี่ขวบคนหนึ่ง ท่านว่าข้าจะไม่ท้อแท้ได้อย่างไร? พวกเขาเพิ่งเริ่มเรียนกันอีกต่างหาก ผ่านไปอีกหลายปี ข้าต้องสู้พวกเขาไม่ได้แน่นอน”
เสินอิงอวี่ลูบศีรษะของเขาพลางปลอบโยนว่า “ไม่เป็นไร เจ้าเริ่มพยายามให้มากขึ้นตั้งแต่ตอนนี้ก็ได้นี่นา อีกอย่างพวกเขาฉลาดกว่าเจ้าก็ไม่เห็นจะเป็นไร ในบรรดาลูกศิษย์ที่ท่านพ่อรับมา มีสักกี่คนกันที่เฉลียวฉลาดเหมือนพวกเขา? ไม่มีกระมัง? อัจฉริยะมักมีน้อย ส่วนเจ้าก็แค่ด้อยกว่าอัจฉริยะนิดหน่อยเท่านั้น แต่ดีกว่าคนอื่นมากมายนัก”
อีกด้านหนึ่ง ในเรือนสกุลจู
หลิ่วซื่อกำลังทำงานอยู่ในเรือน ทว่าหลิวซื่อกลับไม่รู้ว่าโผล่เข้ามาจากทางไหน
“พี่สะใภ้ใหญ่ ท่านยุ่งอยู่หรือเจ้าคะ”
“อืม” หลิ่วซื่อก้มหน้าเอ่ยเสียงเบาหวิว
“พี่สะใภ้ใหญ่ ต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าเข้าตำบลไปกี่วันแล้ว? ปกติตอนที่พวกเขายังวิ่งเล่นกันอยู่ในเรือนก