่อวี๋อ่านให้ฟังออกมาอย่างซื่อ ๆ
เถ้าแก่อวี๋ไม่อยากเชื่อ รีบถามเย่อวี๋หรานว่า “ตำราเล่มนี้ไม่เคยสอนมาก่อนจริง ๆ?”
เย่อวี๋หรานส่ายศรีษะ “เปล่า ถ้าเจ้าไม่วางใจ จะเอาสี่ตำราห้าคัมภีร์มาทดสอบดูก็ได้”
เถ้าแก่อวี๋บอกให้คนนำคัมภีร์อี้จิง[2]ออกมา
ด้วยเกรงว่าจะมีคนสอนบทแรก ๆ ให้จูชีไปแล้วจึงสุ่มเปิดท่อนกลาง ๆ
“หนึ่ง หยาง ดำเนินกิจการอย่างมีลำดับแบบแผน ความเคารพและรอบคอบจะทำให้แคล้วคลาดภัยทั้งปวง”
สอง หยิน ตั้งอยู่ในคุณธรรม นำพาสู่ความรุ่งเรือง
สาม หยิน ตะวันคล้อยเขาประจิม ไม่ยินยลเสียงคนบรรเลงเพลง หากสดับเสียงผู้ชราทอดถอนใจ พึงระวังหายนะ
สี่ หยาง หายนะมาถึงในฉับพลัน เรือนถูกเผาวอดวาย คนใกล้ชิดเสียชีวิต ทิ้งศพเอาชีวิตรอด…”
จูชีไม่เคยสัมผัสคัมภีร์อี้จิงมาก่อน เดิมทีสมองของเขาก็ไม่ใคร่ปราดเปรียวเท่าไหร่อยู่แล้ว ยามนี้ยิ่งสับสนงุนงงเข้าไปอีก ไม่รู้ว่านี่หมายความว่าอย่างไร แต่ให้เขาวาดน้ำเต้าตามน้ำเต้า (หมายถึง เลียนแบบ) ด้วยการท่องออกมา ย่อมไม่มีปัญหาอยู่แล้ว
“…ห้า หยิน ผ่านโศกนาฏกรรม ความเศร้าโศกกลับกลายเป็นมงคล
หก หยาง ราชันนำทัพตีข้าศึกพ่าย บั่นศีรษะจอมทัพฝ่ายศัตรู จับเชลยได้มาก ไร้พิบัติภัย”
ทดลองต่อเนื่องกันหลายครั้ง เถ้าแก่อวี๋ยังจงใจอ่านผิดไปหลายจุด จูชีก็ฟังไม่ออก แต่ท่องซ้ำออกมาทั้งดุ้น
“นี่มันอัจฉริยะชัด ๆ!” เถ้าแก่อวี๋ดีดร่างขึ้นมา เดินย่ำเท้าไปทั่วห้องอย่างตื่นตะลึง “อัจฉริยะ อัจริยะ