ากพอ สามารถประคองภาพรวมเอาไว้ได้ก็พอแล้ว ขอเพียงหลิ่วซื่อไม่ทำผิดพลาดมากจนเกินไป สะใภ้คนอื่น ๆ ก็ไม่อาจเหยียบขึ้นไปบนศีรษะได้
“ท่านแม่ เรียบร้อยแล้วเจ้าค่ะ” หลังจัดการเรื่องราวเรียบร้อย หลิ่วซื่อก็กลับไปหาเย่อวี๋หรานอย่างเชื่อฟัง และกล่าวรายงานเสียงเบา
“อืม!” เย่อวี๋หรานพยักหน้า และให้นางไปทำงานอย่างอื่นต่อ
มีคนเห็นจูซานจ้วงกับจูซื่อหู่เอากลอนคู่สองชุดกลับไปก็รู้สึกคันยุบยิบในใจ ถึงปกติพวกเขาหวงแหนเงินทองเป็นชีวิตจิตใจ แม้แต่กลอนคู่ชุดละสองเหรียญก็คิดแล้วคิดอีก แต่สกุลจูกลับยกให้ญาติไปเปล่า ๆ เช่นนั้นพวกเขาที่เป็นคนหมู่บ้านเดียวกันก็สามารถซื้อในราคาถูกลงมาหน่อยได้ด้วยใช่หรือไม่?
“เจ้าจะซื้อ?” จูซื่อลังเล “เจ้ารอก่อน เรื่องนี้ข้าต้องไปถามท่านแม่”
จากนั้นเขาก็วิ่งไปถามเย่อวี๋หราน
ใช้เงินกับค่าอุปกรณ์ไปหนึ่งตำลึง เย่อวี๋หรานย่อมอยากได้เงินคืนมาอยู่แล้ว แต่นางพูดเองว่าสกุลจูไม่ ‘ค้าขาย’ ทำให้นางต้องคิดหาวิธีอื่น
คิดว่านางให้ยกโต๊ะตัวใหญ่ออกมาถึงหน้าประตูเรือนโดยไม่มีจุดมุ่งหมายหรือ?
ที่นางทำเช่นนี้ก็เพื่อให้คนเอาเงินมาให้ถึงเรือนต่างหาก
“ไม่ขาย” เย่อวี๋หรานปฏิเสธไปตรง ๆ “ทุกคนเป็นคนหมู่บ้านเดียวกัน จะมาพูดเรื่องเงินทำไม ก่อนหน้านี้ที่เสี่ยวเม่ยช่วยคนอื่น ๆ ย้อมสีผ้าก็แค่คิดค่าเหนื่อยเล็กน้อย ตอนนี้แค่เขียนอักษรไม่กี่คำก็จะคิดเงินสองเหรียญ แล้วจะต่างอะไรกับคนขายกลอนคู่ข้างนอกนั่นเล่า?”