็สามารถมัดปากถุงได้แล้ว” จูเหล่าโถวเตือนเขา
“ทำแบบนี้ได้ด้วยหรือ? ไม่เลว ๆ นี่ใครเป็นคนคิดหรือ?” ในคราแรกคนขายเนื้อแซ่หลี่คิดว่าด้ายป่านนั้นใช้สำหรับหิ้ว ไม่คิดว่าจะใช้มัดปากถุงได้ ดูเหมือนถุงผ้าจนทำให้ประหลาดใจเล็กน้อย
ผ้ามีราคาแพงกว่า คนส่วนใหญ่จึงทนไม่ได้ที่จะนำมาทำเป็นถุง และยังต้องซื้อของแพง ๆ อย่างข้าวและเส้นหมี่อีก จึงไม่มีทางเลือกมากนัก ทำได้เพียงตัดใจ
แต่ ‘ถุงใบเล็ก’ ของสกุลจูนั้น ตราบใดที่ไม่ใส่ของอย่างเช่นข้าวหรือหมี่ โดยพื้นฐานแล้วก็ถือว่าใช้ได้ทีเดียว
“เด็กน้อยบ้านข้าน่ะสิ นางเรียนรู้วิธีทำสร้อยข้อมือจากแม่ของนาง ช่วงปกติที่ไม่มีอะไรทำก็ใช้ด้ายที่บางกว่านี้หน่อยมาทำถุงใบเล็ก ๆ นี่” จูเหล่าโถวพูด “ต้องใช้ทักษะและความพยายามมากทีเดียว ถุงนี่มันเล็ก ใส่อะไรได้แค่นิดหน่อย สู้ไปทำสร้อยข้อมือขายดีกว่า”
เมื่อนึกถึงสาวน้อยสกุลจูที่สามารถหาเงินเองได้แล้ว คนขายเนื้อแซ่หลี่ก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกอิจฉา “เจ้าพูดถึงปาเม่ยใช่หรือไม่? ปาเม่ยของบ้านเจ้าเก่งมาก เด็กขนาดนี้ก็หาเงินให้ครอบครัวได้แล้ว ข้าจะบอกให้ว่าเมียข้ามักจะพูดกับข้าว่าปาเม่ยบ้านเจ้าน่ะมีฝีมือยอดเยี่ยม ของที่นางทำทั้งสวยทั้งน่าซื้อ ทุกครั้งที่ไปตลาดก็ขายได้ไม่น้อยเลย…”
แน่นอนว่าเขาไม่ได้พูดถึงตอนที่ภรรยาของเขาดุด่าลูกสาวคนรองของบ้านเขาว่าถึงเวลาต้องแต่งงานแล้ว แต่ยังหา ‘รายได้’ ให้ครอบครัวไม่ได้เลย ไม่รู้โตไปจะฉวยเอาสินเดิ