ึ่ง”
ผู้อาวุโสเห็นว่าเย่อวี๋หรานไม่มีสีหน้ากระอักกระอ่วนแต่อย่างใด หากแต่เคร่งขรึมเป็นการเป็นงาน จึงเอ่ยขึ้นมาว่า “เรื่องหมูตัวนั้นข้าได้ยินมาเหมือนกัน แม่เฒ่าเหมยคงให้ไปแล้ว หลังจากแม่นางสกุลจางหนีไป คนสกุลเหมยเคยมาทวงถาม แต่คนสกุลจางไม่ยอมคืน ยืนกรานว่าพวกเขาส่งมอบคนให้แล้ว ต่างฝ่ายต่างได้สิ่งที่สมควรได้รับต่างสัญญา ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกันอีก”
“อืม ข้าก็เคยได้ยิน แต่เป็นไปได้ว่าฐานะครอบครัวแม่เฒ่าเหมยเดิมทีก็ไม่ดีเท่าไหร่ ประกอบกับตอนนั้นลูกชายของนางเสียชีวิตพอดี นางไม่กินไม่ดื่ม ทำให้ผอมแห้งเช่นนี้ ทั้ง ๆ ที่เพิ่งจะผ่านช่วงเก็บเกี่ยวมาได้ไม่นาน…”
เย่อวี๋หรานยังพูดไม่จบ ผู้อาวุโสก็ส่ายหน้า “เรื่องราวไม่ได้มีเพียงเท่านี้ หลังจากลูกชายแม่เฒ่าเหมยตาย นางก็ถูกคนสกุลเหมยขังเอาไว้”
“ขังเอาไว้?” เย่อวี๋หรานใช้แท่งไม้เขี่ยบริเวณหนึ่งออกให้พวกเขาดู “มิน่าเล่า ตรงนี้ถึงมีรอยเขียวช้ำแปลก ๆ ข้ายังนึกว่านางไปชนอะไรเองเสียอีก พวกท่านดูตรงข้อเท้ากับข้อมือของนาง ล้วนมีร่องรอยเหมือนถูกมัดเอาไว้…รอยเล็บข่วนเหล่านี้ ถึงจะอยู่กลางฝนเป็นเวลานาน แต่ก็ยังเห็นได้ชัดเจนอยู่ รอยพวกนี้น่าจะได้มาระหว่างที่กำลังต่อสู้กับใครสักคนเมื่อวานนี้”
ขณะที่กำลังพูดอยู่ เย่อวี๋หรานก็มองเห็นกำไลข้อมือที่คุ้นตาเส้นหนึ่งบริเวณใต้ร่างแม่เฒ่าเหมย
นางจิตใจสั่นสะท้าน รีบเปลี่ยนหัวข้อสนทนา อาศัยช่วงที่พวกเขาไม่ได้สังเกตเหยียบกำ