เลยไม่ใช่หรือ?”
พอพูดถึงส่วนหลัง จูซื่อและจูอู่ก็ไม่มีอะไรจะพูดอีก เพราะพวกเขาพบว่าทั้งหมดที่พี่สามพูดมานั้นถูกต้องทั้งหมด
หลังจากจูซานจัดการทั้งสองคนแล้วก็ให้พวกเขาไปจัดการภรรยาของพวกเขาเอง ในขณะนั้นเองเขาก็ไปพูดกับพี่ใหญ่และพี่รอง
การที่เย่อวี๋หรานต้องการส่งจูชีไปเข้าเรียนเป็นเหมือน ‘ระเบิดหนัก’ ลูกหนึ่งที่ระเบิดจนสะเก็ดระเบิดกระจายตัวไปทั่ว
แม่หลิ่วรีบแหวกฝูงชนด้านหลังเพื่อหาหลิ่วซื่ออีกครั้ง และบ่นกับนางว่า “แม่สามีเจ้าป่วยหรือ เจ้าเจ็ดบ้านพวกเจ้าแค่อ่านหนังสือได้ก็เก่งแล้ว แต่ก็ยังเป็นแค่คนทึ่มคนหนึ่ง นางไม่มีที่ให้ใช้เงินหรือถึงได้คิดจะส่งเจ้าทึ่มคนหนึ่งไปเรียนหนังสือ? ถ้าจะส่งก็ควรส่งหลานชายทั้งสองคนของข้าไปด้วยสิ”
หลิ่วซื่อก้มหัวด้วยความเศร้าหมอง
แม่หลิวพาหลิวซื่อไปหลบที่อื่น “เกิดอะไรขึ้น? แม่สามีของเจ้าเคยปรึกษากับพวกเจ้าหรือไม่? ทำไมพวกเจ้าถึงยอมรับเรื่องเช่นนี้ได้?”
หลิวซื่อไร้เดียงสาเป็นอย่างมาก นางพูดออกไปอย่างกังวล “ท่านแม่อย่าถามเลยเจ้าค่ะ เรื่องนี้พวกเราก็เพิ่งจะรู้วันนี้”
แม่หลิวว่า “อะไรนะ?! แม่สามีของเจ้า…”
หลิวซื่อจับตัวแม่ของนางไว้ตรง ๆ “ท่านแม่ลดเสียงของท่านลงหน่อยเจ้าค่ะ นิสัยของแม่สามีข้าท่านเองก็ใช่ว่าจะไม่รู้ ในบ้านนี้มีใครเคยแข็งข้อกับนางได้ที่ไหนเจ้าคะ?”
ประโยคสุดท้ายทำให้แม่หลิวพูดไม่ออก
แม่หลินก็ยังมาเกลี้ยกล่อมหลินซื่ออีกสองสามประโยค “เจ้าอย่าโง่ไปหน