นไป”
“พอแล้ว ๆ ทำไมต้องพูดเช่นนี้ด้วย” เห็นได้ชัดว่าจูเหล่าโถวไม่ได้ใจเปิดกว้างเท่าเย่อวี๋หราน เขายังไม่คิดจะ ‘ปลดเกษียณ’
สำหรับคนที่เป็น ‘โรคกลัวการปลดเกษียณ’ เย่อวี๋หรานก็ยังไม่มีวิธีจัดการ นี่เป็นสิ่งที่ต้องคิดได้ด้วยตัวเอง
“ทำไมจะพูดไม่ได้เล่า? พวกเราล้วนเป็นปู่ย่าคนแล้ว ให้กำเนิดลูกชายมาตั้งหลายคน ไม่ให้พวกเขาเลี้ยงดูพวกเราแล้วจะให้กำเนิดพวกเขามาทำไม? เจ้าก็ไม่มีอะไรให้ทำแล้วแต่ก็ยังเอาแต่ทำนู่นทำนี่ไปเรื่อย ทุกวันเจ้าทำงานเหนื่อยแทบตาย พวกเขาอยู่อย่างสบาย เจ้าคิดจะเลี้ยงดูลูกชายลูกสาวไปจนกว่าพวกเขาจะแก่ตายเลยหรือ?”
“คำพูดนี้เจ้าพูดเกินไปแล้ว อะไรคือการเลี้ยงดูจนแก่ตาย ที่พูดคำนี้ออกมาความหมายว่าอย่างไรกัน?” จูเหล่าโถวมีสีหน้าขุ่นเคือง
เย่อวี๋หรานกลอกตา
นางรู้ว่าคนโบราณมีข้อห้ามนั่นนี่ ราวกับว่าห้ามไปแล้วจะไม่ตาย
“ถ้าเจ้าคิดว่าข้าพูดเกินไปก็อย่ามาพูดเรื่องนี้กับข้า ทุกครั้งที่เจ้าพูด ข้าก็โกรธจนแทบทนไม่ไหว”
“เจ้าโกรธจนทนไม่ไหว? นี่ข้ายังต้องมาถูกเจ้าโกรธอีกแล้ว” จูเหล่าโถวบ่น “ที่เจ้าโกรธแบบนั้นใช่ว่าเจ้าจะไม่รู้ คำพูดเช่นนั้นที่เจ้าบ่นออกมาแต่ละคำแต่ละประโยคล้วนแทบทำให้คนทนฟังไม่ได้จนตาย”
“นั่นเพราะข้าพูดถูก แต่เจ้าไม่ยอมฟังข้า ข้าจะไม่โกรธได้อย่างไร?”
“เจ้ารู้ได้อย่างไรว่าที่เจ้าพูดมามันถูกต้อง? ไม่ว่าเรื่องอะไรเจ้าก็พูดถูก เจ้าไม่เคยผิดเลยสักนิดงั้นสิ?”
คาดไม่ถึงว่าจูเหล่าโ