เจ้าจะแบ่งให้ลูกชายคนละหมู่งั้นหรือ? มันพอให้แบ่งหรือไม่? ข้าถามเจ้าหน่อย บ้านหนึ่งมีที่นาหนึ่งหมู่พอเลี้ยงคนในครอบครัวหรือเปล่า? เจ้าลองไปถามในหมู่บ้านดู มีครอบครัวไหนบ้างที่สามารถหาเลี้ยงครอบครัวด้วยที่นาหนึ่งหมู่?”
“ข้า…ข้าก็กำลังคิดเรื่องบุกเบิกที่ดินอยู่ แต่ข้ายังไม่ได้ดูละเอียดว่าจะเลือกที่ดินผืนไหน”
“เช่นนั้นเจ้าก็คิดไป ข้าจะหาทางอื่นให้ลูกชายเอง ลองมันทั้งหมดนี่แหละ ถ้าสามารถหาทางอื่นได้ อย่างไรก็ดีกว่านั่งรออย่างเปล่าดายในเรือนกระมัง”
“ข้าก็ไม่ได้ว่าอะไรเสียหน่อย” จูเหล่าโถวเห็นว่าตนเองเถียงสู้ไม่ได้จึงจำต้องยอมแพ้
“ไม่ว่าอะไรก็กินข้าว เรื่องนี้ก็จัดการตามนี้ก็แล้วกัน” เย่อวี๋หรานหันไปทางจูซาน บอกเขาว่าหลังกินข้าวเสร็จแล้วให้มาหานางเพราะมีเรื่องจะคุยด้วย
จูซานขานรับ
เขาย่อมรู้ดีว่าท่านแม่ให้เขาไปหาทำไม จะต้องเป็นเพราะกลัวว่าเขาจะทุกข์ใจที่ถูกสวมหมวกเขียว จึงคิดจะปลอบโยนเขาเป็นแน่
เฮ้อ…ชอบมีคนมาย้ำเตือนเขาเกี่ยวกับเรื่องนี้อยู่เรื่อย ความรู้สึกนี้มันช่างแสลงใจเสียจริง!
จูซานอยากหนีไปให้พ้น ๆ แต่เมื่อเขาได้ยินเรื่องที่เย่อวี๋หรานพูดก็ต้องตะลึงไป “ที่ท่านแม่จะพูดกับข้าก็คือเรื่องนี้?”
“ไม่ใช่เรื่องนี้ยังจะเป็นเรื่องไหน?” เย่อวี๋หรานกลอกตาใส่เขาอย่างรำคาญ “ทั้งบ้านก็มีแต่เจ้าที่ใจกล้าหน่อย เจ้าคงไม่คิดจะพาน้องสี่กับน้องห้าของเจ้าขายปลาไปชั่วชีวิตหรอกนะ? ถ้าทำแบบนั้น พวกเจ้าก็เ