นสกุลจางยังมีความเป็นชายชาตรีอยู่บ้าง
แต่สิ่งที่เย่อวี๋หรานคิดไม่ถึงก็คือ นางวกไปวนมาอยู่เป็นนาน พูดมาขนาดนี้แล้ว ผู้ชายสกุลจางกลับไม่ด่ากลับมาสักคำ
พูดไปพูดมาก็เอาแต่บอกว่าสกุลจูรังแกคนอื่น มาทวงลูกสะใภ้อย่างไร้สาเหตุก็แล้วไปเถอะ ยังจะมาปลดภรรยา จะต้องเป็นเพราะจูซานมีคนใหม่อยู่ข้างนอกแล้วเป็นแน่
เย่อวี๋หรานยิ้มเยาะ
คนสกุลจางคิดแต่จะบ่ายเบี่ยงท่าเดียว ไม่ยอมกล่าวถึงจางเยียนแม้แต่น้อย นางยังจะดูไม่ออกอีกหรือ?
เย่อวี๋หรานคร้านจะพูดจาไร้สาระกับพวกเขาอีก เมื่อเจ้าหน้าที่ทางการและผู้อาวุโสประจำหมู่บ้านมาถึง นางก็จะบอกกล่าวกับพวกเขาให้ชัดเจน บอกว่าจางเยียนกลับมาบ้านมารดาตั้งแต่เดือนหก ถึงตอนนี้ก็ยังไม่พบคน นางที่เป็นแม่สามีมารับคนด้วยตนเอง แต่จางเยียนก็ยังไม่โผล่หน้ามา นางไม่ทราบว่าเป็นเรื่องราวใด จึงยื่นคำขาดเป็นครั้งสุดท้าย ถ้าก่อนฟ้ามืดแล้วยังไม่ได้เห็นจางเยียน ลูกสะใภ้เช่นนี้สกุลจูก็ไม่ต้องการแล้ว
การปลดภรรยาเป็นเรื่องใหญ่ ถ้าสองบ้านไม่ต้องการจะผูกความแค้นต่อกัน โดยทั่วไปจะไม่ทำถึงขั้นนี้
ในยุคสมัยเช่นนี้ เมื่อบ้านใดมีลูกสาวถูกหย่าร้าง คนก็จะคาดเดากันว่าผู้อื่นไม่มีใครถูกหย่า ไฉนจึงมีเพียงนางที่ถูกหย่า? จะต้องเป็นเพราะตัวนางเองมีอะไรไม่ดีเป็นแน่ จึงได้ถูกบ้านแม่สามีรังเกียจ
ไม่เพียงจะมีคำติฉินนินทาตามมา แต่อาจกระทบถึงการออกเรือนของเด็กสาวคนอื่นในครอบครัวอีกด้วย
ในฐานะเจ้าหน้าที่ทางกา