ใภ้ไม่ไหวเสียอีก”
ถือว่าเป็นการส่งสัญญาณให้จูซาน วางใจเถอะ แม่ยังจำเรื่องของเจ้าได้ ตอนเย็นค่อยไปสะสาง
จูซานเงยหน้าขึ้นมา เวรกรรม! พอยุ่งหน่อยก็ลืมเรื่องนี้ไปเลย
พอคิดเรื่อง ‘หมวกเขียว’ ของตัวเองขึ้นมาได้ก็ไม่สบอารมณ์เสียแล้ว
คนอื่น ๆ ไม่รู้ต้นสายปลายเหตุ แม้ว่าเย่อวี๋หรานจะพูดขึ้นมากะทันหัน แต่เมื่อนึกถึงว่าไม่ได้เห็น ‘สะใภ้สาม’ มานานแล้ว กลับมีความรู้สึกเหมือนว่าครอบครัวสกุลจูไม่มีคนผู้นี้อยู่อย่างไรอย่างนั้น
“ท่านแม่ ควรไปรับกลับมาจริง ๆ นั่นแหละเจ้าค่ะ ถ้ารอนานกว่านี้พี่สะใภ้สี่ก็จะคลอดแล้ว ถ้านางยังไม่กลับมาอีกก็คงจะพลาดโอกาสนี้ไป…” หลินซื่อไม่พูดพร่ำทำเพลง แต่พูดให้จางเยียนดูไม่ดีไว้ล่วงหน้าทันที เลี่ยงไม่ให้พอคนกลับมาแล้วก็มาแย่งความโปรดปรานไป “ข้าแต่งเข้ามาตั้งนานแล้ว ยังไม่เคยเห็นพี่สะใภ้สามเลย”
“คิดว่าทางบ้านเดิมของนางคงมีเรื่องอะไรกันกระมัง” เย่อวี๋หรานกวาดสายตามองลูกสะใภ้ทั้งสามแล้วเอ่ยว่า “พวกเจ้าก็อย่าเอาเป็นเยี่ยงอย่าง คิดว่าข้าพูดจาด้วยง่ายก็กลับบ้านมารดาไม่ยอมกลับมา ใครกล้าทำเช่นนี้ ข้าจะตีขาสุนัขของคนคนนั้นให้หักเลยเชียว”
ลูกสะใภ้ทั้งสามพลันคิดขึ้นมาพร้อมกัน ท่านแม่ ท่านเนี่ยนะคุยง่าย! ท่านเข้าใจตัวเองผิดไปตรงไหนหรือเปล่า?!
หลิ่วซื่อกับหลิวซื่อไฉนเลยจะกล้า
หลินซื่อคิดถึงเหตุการณ์ที่ตนเองกลับบ้านมารดาแล้วเกิดเรื่องขึ้นก็นึกกลัว “ท่านแม่ ข้าเข้าใจแล้วเจ้าค่ะ ข้าจะไม