นอย่างเขาก็นับว่านั่งตำแหน่งนี้ได้อย่างมั่นคงและมีหน้ามีตา
ถ้าหากชาวบ้านเพาะปลูกแล้วมีกินไม่อิ่มท้อง เช่นนั้นเขาก็…
“ดูจากสีหน้าเจ้า ข้าคงเดาถูกแล้วกระมัง?” เย่อวี๋หรานถาม
กานอี้เซียนก้มหน้าทอดถอนใจ “อื้ม จูต้าเหนียง ท่านร้ายกาจจริง ๆ ข้านึกว่าข้าปลอมตัวได้แนบเนียนแล้วเสียอีก…”
เย่อวี๋หรานถึงกับยิ้มออกมา “เจ้าคิดว่าในโลกนี้มีนายพรานที่ใส่ชุดแพรไหมด้วยงั้นหรือ?”
“เอ้อ…” กานอี้เซียนก้มมองอาภรณ์เซียนจำแลงบนร่างตนเอง แล้วมองเสื้อผ้าบนร่างจูต้าเหนียง ทั้งสับสนงุนงงไม่คลาย ทั้งคล้ายจะเข้าใจอะไรบางอย่าง “มีอะไรไม่เหมือนกันด้วยหรือ?”
“เจ้าดูเสื้อผ้าที่ข้าใส่อยู่ เป็นผ้าเนื้อหยาบสำหรับสวมใส่เวลาทำงาน แค่มองก็ทราบว่าเป็นสตรีชาวบ้านยากจนในชนบท แต่เมื่อมองการแต่งกายของเจ้า กลับเหมือนคุณชายที่มาท่องเที่ยวในชนบท เจ้าบอกว่าตัวเองเป็นนายพราน แต่เขาไท่ตังขึ้นชื่อว่ามีสัตว์ป่าดุร้ายชุกชุม ต่อให้เป็นนายพรานก็รู้แจ้งแก่ใจ ไม่มีใครกล้าอาศัยอยู่บนเขาไท่ตังแม้แต่คนเดียว อย่างมากก็เพียงอาศัยอยู่บริเวณเชิงเขา”
เย่อวี๋หรานกล่าวอีกว่า “แต่แค่มองเจ้าก็รู้ได้ เจ้าอาจมีวิชาป้องกันตัวอยู่บ้าง แต่เจ้าจะต้องเข้าใจอะไรเกี่ยวกับเขาไท่ตังคลาดเคลื่อนไปแล้วเป็นแน่”
บนเขาไท่ตังมีเจ้าป่า ต่อให้เป็นนายพราน โดยทั่วไปถ้าไม่มีสหายไปด้วยก็ไม่กล้าขึ้นเขาไปล่าสัตว์ตามลำพังเด็ดขาด
เหมือนกานอี้เซียนที่พูดไว้ว่าอาศัยอยู่บนเขานั้นอ