ๆ เสีย ช่วงเก็บเกี่ยวปีหน้ามีงานมากมายให้เจ้าทำอยู่แล้ว”
จากนั้นเรียกจูต้ากับจูเอ้อร์เข้ามา ให้พวกเขาลองนวดข้าว
เรี่ยวแรงของผู้ชายมีมากกว่าผู้หญิง ย่อมนวดข้าวได้เกลี้ยงกว่าผู้หญิงทำอยู่แล้ว
แล้วก็เป็นดังนั้น เมื่อหลิ่วซื่อ หลิวซื่อ และหลินซื่อลองมาทำดู ผลลัพธ์ก็สู้จูต้ากับจูเอ้อร์ที่มีแรงมากกว่าไม่ได้
ป้าบ! ป้าบ! ป้าบ!
ป้าบ! ป้าบ! ป้าบ!
ใบหน้าที่ตากแดดจนดำเมี่ยมของจูต้ากับจูเอ้อร์เผยแววยินดีออกมาอย่างกลั้นไม่อยู่
“ท่านแม่ เจ้านี่ใช้งานได้ดีจริง ๆ ขอรับ!” จูต้าพูดขึ้น
ส่วนจูเอ้อร์ไม่ได้ปริปาก แต่ความยินดีบนสีหน้าก็อธิบายทุกอย่างได้ชัดเจนแล้ว
“พวกเจ้าคิดว่าตรงกลางต้องหาไม้มาขวางเอาไว้หรือไม่?” เย่อวี๋หรานมองฟางโต่วแล้วก็ยังคงไม่พอใจ ให้หลิ่วซื่อกับหลิวซื่อไปรื้อราวตากผ้าออกมาพาดบนฟางโต่ว แล้วให้ลูกชายสองคนทดลองนวดข้าวอีกครั้ง
“ได้หมดขอรับ ใช้งานง่ายทั้งสองแบบ” จูต้าคิดว่าไม่แย่
เย่อวี๋หรานมองเขาเล็กน้อย แล้วหันมาถามจูเอ้อร์
จูเอ้อร์พูดน้อยยิ่งกว่า “พี่ใหญ่พูดถูก”
“…” เย่อวี๋หรานคิดว่าสองคนนี้จัดอยู่ในประเภท ‘ทำเป็นอย่างเดียว พูดไม่เป็น’ จึงคร้านจะสนใจพวกเขา ไล่พวกเขาไปขนมัดข้าวกลับมาจากทุ่งนา แล้วปล่อยให้หลิ่วซื่อกับหลิวซื่อทำงานต่อ
จูต้ากับจูเอ้อร์ยังอยากตีข้าวต่อ แต่ก็ไม่กล้าขัดคำสั่งของมารดา จึงได้แต่จากไปอย่างเชื่อฟัง
เย่อวี๋หรานกล่าวกับลูกสะใภ้ว่า “เมียเจ้าใหญ่ เมียเจ้ารอง พวกเจ