เดินออกไป นางทราบว่าเวลานี้สิ่งที่หลินซื่อต้องการก็คือความสงบ ไม่ใช่การถูกคนอื่นเห็นเข้าในตอนที่นางตกที่นั่งลำบาก
“เอ๋ ท่านแม่ ท่านกลับมาเร็วจัง?” จูปาเม่ยคิดว่ามารดาของนางเพิ่งจะออกไปได้ครู่เดียวเท่านั้น
“ข้าคิดขึ้นมาได้ว่ายังไม่ได้ดื่มน้ำ” เย่อวี๋หรานยังไม่ได้เข้าห้องน้ำ สักครู่ยังต้องออกไปอีกรอบ แต่ตอนนี้นางไม่สะดวกที่จะออกไปก็เท่านั้น
“ท่านแม่ ทำไมอยู่ดี ๆ ถึงนึกอยากจะปลูกดอกไม้ล่ะเจ้าคะ?” จูปาเม่ยชี้ไปยังพริกเฉาเทียนที่วางไว้ตรงหน้าต่าง แล้วพูดต่ออีกว่า “ของแบบนั้นไม่หอมเหมือนหญ้าไล่ยุง แต่กลับราคาตั้งสามเหรียญ แพงเกินไปแล้ว”
“ไม่เข้าใจก็ไม่ต้องพูดมาก แค่มีงานอดิเรกเล็กน้อยก็ไม่ได้รึ?” เย่อวี๋หรานไม่ได้แพร่งพรายเรื่องพริกออกไป ครอบครัวสกุลจูจะขยับฐานะได้หรือไม่ ในอนาคตอาจต้องพึ่งพาพริกเหล่านี้
หากนางแพร่งพรายออกไป แล้วคนในบ้านเอาไปเปิดเผยต่อคนภายนอก เช่นนั้นจะทำอย่างไรเล่า?
จึงได้แต่กำชับให้จูปาเม่ยดูแลให้ดี หากเกิดเหตุไม่คาดฝันกับ ‘ดอกไม้’ กระจาดนี้ ก็จะถลกหนังของนางเสีย
“…” จูปาเม่ยได้แต่ครุ่นคิดในใจ ท่านแม่ดุร้ายขึ้นทุกวัน จะทำอย่างไรดีเนี่ย?
วันรุ่งขึ้น เมื่อเย่อวี๋หรานเห็นหลินซื่อ ก็พบว่านางดูเหมือนจะกลับไปเป็นปกติแล้ว ท่าทางดูเหมือนไม่เคยเกิดอะไรขึ้นเลยเสียอย่างนั้น
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเย่อวี๋หรานตาไม่มีแวว หรือเพราะฝีมือการแสดงของจูอู่สูงส่งเกินไป นางดูไม่ออกเลยว่าสามีภรร