อีก ทั้งชีวิตก็เป็นเช่นนี้แล้ว”
เย่อวี๋หรานยังพูดต่อด้วยสีหน้าเคร่งขรึม “เจ้ามีปณิธานยิ่งใหญ่ อยากเป็นฮูหยินน้อยมาตลอดไม่ใช่หรือ เช่นนั้นก็ดึงความสามารถที่แท้จริงออกมาใช้เสีย”
จูปาเม่ยก้มหน้าขานรับ “เจ้าค่ะ”
“แกะหนึ่งตัวต้องจูง สองตัวก็ต้องจูง” เย่อวี๋หรานพูดแล้วก็หันไปมองหลินซานยากับหลินซื่อยา เด็กสองคนนั้นหนังศีรษะชาวูบ “ต่อไปซานยากับซื่อยาก็ให้เจ้าดูแล เจ้ารับผิดชอบสอนให้พวกนางทั้งสองคนท่อง ถ้าพวกนางท่องไม่ได้ ก็เป็นเช่นเดียวกับพี่เจ็ดของเจ้า มีส่วนรับผิดชอบด้วย การไม่ต้องกินข้าว”
“อาศัยอะไร?!” จูปาเม่ยตะลึงแล้วหันไปถลึงตาใส่หลินซานยากับหลินซื่อยา
“ก็อาศัยที่ข้าเป็นแม่เจ้า ข้าพูดคำไหนก็เป็นคำนั้น”
จูปาเม่ยชะงัก
หลินซานยากับหลินซื่อยาคิดไม่ถึงเลยว่าเรื่องนี้จะเดือดร้อนมาถึงตนเองด้วย ต่างมีสีหน้างุนงงว่าทำไมเรื่องนี้ถึงมีพวกข้าสองคนด้วยล่ะ?!
หลินซื่อเห็นแล้วก็รีบสะกิดน้องสาวทั้งสองคนทันที จากนั้นก็ตกปากรับคำกับแม่สามีว่านางจะดูแลน้องสาวให้ดี ให้พวกนางตั้งใจเรียนรู้กับเสี่ยวเม่ย นี่เป็นโอกาสอันยิ่งใหญ่เชียวนะ เรียนรู้ไว้ไม่เสียหาย อย่าโง่สิ!
“…” หลินซานยากับหลินซื่อยาได้แต่ครุ่นคิดในใจ ไม่ ข้าไม่อยากเรียน
เย่อวี๋หรานมองข้ามปฏิกิริยาเหล่านั้นอย่างเห็นได้ชัด นางตักน้ำพริกหมูให้ทุกคนลองชิมก่อนคนละช้อน “เจ้านี่ค่อนข้างเผ็ด พวกเจ้าลองใช้ตะเกียบแตะชิมรสชาติดูก่อน ถ้าไม่ชินก็ไม่ต้องกิน แต