่วซื่อเองก็อดที่จะจิตใจหวั่นไหวไม่ได้ เจ้าอัปลักษณ์พวกนี้พอสุกแล้ว คิดไม่ถึงว่าจะมีกลิ่นหอมปานนี้?
หลี่ซื่อคล้ายกับรู้ว่าหลิ่วซื่อคิดอะไรอยู่ “ท่านแม่บอกว่าเจ้านี่สู้ปลาไม่ได้ ตอนกินต้องระวัง ไม่อย่างนั้นจะล้มป่วยเอา”
หลังจากนั้นก็นำคำที่เย่อวี๋หรานพูดกับตนเองมาบอกต่อหลิ่วซื่ออย่างกึ่งเผยกึ่งอำพราง ราวกับโอ้อวดอย่างไรอย่างนั้น
หลิ่วซื่อ “…”
มิน่าล่ะ เมื่อก่อนไม่มีใครกล้ากิน นี่จะพิถีพิถันเกินไปไหม?
สำหรับชาวนาอย่างพวกนางแล้ว มีสักสี่ครอบครัวที่จะพิถีพิถันขนาดนี้?
ปูตัวโต ๆ หลายตัวนั้น กลับแกะเนื้อออกมาได้ไม่เต็มถ้วยใหญ่ เหมือนที่เย่อวี๋หรานพูดไว้ไม่มีผิด เจ้าพวกนี้ดูแล้วเหมือนจะมีมาก แต่เอาเข้าจริงกลับมีเนื้อนิดเดียว
“หา แค่นี้เองหรือ” หลี่ซื่อเห็นแล้วก็ผิดหวังยิ่งนัก
“ถ้าอย่างนั้นเจ้าอยากจะกินสักเท่าไหร่กัน?” เย่อวี๋หรานคอยกำกับพวกนางทำอาหารมื้อเย็น
นอกจากอาหารที่ทำจากปูจานนี้ อย่างอื่นนางก็ไม่สอดมือเข้าไปยุ่ง แป้งกรอบธัญพืชหรือขนมเปี๊ยะมันเทศเหล่านั้นล้วนให้พวกนางลงมือทำกันเอง
“ท่านแม่ไม่กลัวว่าพวกข้าทำไม่อร่อย แล้วจะสิ้นเปลืองจานที่ท่านทำหรอกหรือ?” หลี่ซื่อถาม
“ไม่หรอก มีอันนี้อยู่ รสชาติก็ไม่น่าจะแย่จนเกินไป” เย่อวี๋หรานตระหนักดีว่าลูกสะใภ้หลายคนนี้ก็ไม่ใช่คนทำอาหารไม่เป็นเสียหน่อย เพียงแต่ไม่ค่อยมีโอกาสได้แสดงฝีมือก็เท่านั้น
ตอนเที่ยงเป็นหน้าที่ของหลี่ซื่อ ถ้าอย่างนั้นอาหารเย็