หน้าเรือนก็ได้กลิ่นหอมของเนื้อปลาลอยออกมาถึงในลานเรือน
จูซื่ออึ้งไปเล็กน้อย “ไม่ใช่พูดว่าน้องเจ็ดตายแล้วหรือ ทำไมท่านแม่ยังมีอารมณ์มาทำกับข้าวล่ะ?”
เพราะนอกจากมารดาของเขาแล้ว เขาก็นึกไม่ออกว่ายังมีใครฝีมือทำอาหารสูงส่งเท่านี้อีก แค่ได้กลิ่นก็ทำให้คนน้ำลายสอ
หลี่ซื่อกลืนน้ำลาย “ไม่รู้ อาจไม่ตายก็ได้”
ครั้นเข้าไปในลานเรือนก็เห็นพี่น้องหลายคนกำลังยื่นคอเข้าไปในครัว ท่าทางตั้งตารอคอย มองไม่เห็นความเศร้าโศกสักนิด
“พี่สาม เจ้าเจ็ดไม่เป็นไรใช่ไหม?” จูซื่อวางสิ่งของลง เดินไปถึงข้างกายจูซานแล้วถามขึ้นมา
จูซานถูกดึงเบา ๆ ก็พูดว่า “ใครว่าไม่เป็นไร? ยังนอนอยู่ในเรือนท่านหมออยู่เลย เสี่ยวเม่ยคอยดูแลอยู่ ยังไม่ได้สติแต่ว่าไม่มีอันตรายถึงชีวิต วางใจเถอะ”
“ตกลงเกิดอะไรขึ้นกันแน่? ไม่ใช่บอกว่าเจ้าเจ็ดถูกคนตีตายแล้วหรือ?”
หลี่ซื่อเหน็ดเหนื่อยยิ่งนัก ลากเก้าอี้มานั่งฟังจูซานอธิบายด้วยกันกับจูซื่อ
พี่น้องคนอื่นถามจากหลิวซื่อจนทราบเรื่องชัดเจนแล้ว ที่แท้มารดาของพวกเขาไม่รอพวกเขากลับมาก็คว้ามีดหั่นผักบุกไปเอาเรื่องถึงเรือนจูถงฮว่าตามลำพังแล้ว
“เรื่องราวก็เป็นแบบนี้ ตอนนี้จูถงฮว่ารับปากแล้วว่าเขาจะรับผิดชอบค่ารักษาทั้งหมดของเจ้าเจ็ด” จูซานพูด “แต่เจ้าก็อย่าคาดหวังมากว่าจูถงฮว่าจะมีเงินทองมากมายขนาดนั้น ครอบครัวเขาเป็นอย่างไรพวกเราก็รู้กันอยู่ ข้าว่าเจตนาของท่านแม่ก็คือให้พวกเราจ่ายกันเองไปก่อน ไม่ว่าจะพู