“ท่านแม่ สมมตินะเจ้าคะ สมมติว่าเปลี่ยนจากพี่เจ็ดเป็นข้า ท่านก็ยังจะรักษาอยู่ใช่ไหม?”
ถึงในใจจะมีคำตอบอยู่แล้ว แต่นางก็ยังอยากจะได้ยินจากปากมารดา
“เหลวไหล! เจ้าเป็นลูกสาวของข้า ข้าจะปล่อยปละไม่สนใจได้อย่างไร?”
จูปาเม่ยพลันขอบตาร้อนผ่าว “ท่านแม่ ท่านช่างดีต่อข้าจริง ๆ ต่อไปข้าจะไม่ทำให้ท่านโมโหอีกแล้ว”
“หยุดเลย อย่าพูดแบบนั้นเด็ดขาด เจ้าไม่ได้พูดแบบนี้ครั้งแรกเสียหน่อย เจ้าลองบอกมาซิว่ามีตอนไหนบ้างที่เจ้าไม่ทำให้ข้าโมโห?”
ความซาบซึ้งใจของจูปาเม่ยหายวับ มองเย่อวี๋หรานอย่างขุ่นเคือง “ท่านแม่ ข้าจริงจังนะ”
“ข้ารู้ว่าเจ้าจริงจัง แต่เจ้าก็อย่าเอาแต่พูดสิ เจ้าต้องทำให้เห็นด้วย ขอแค่ต่อไปเจ้าเอาอย่างพวกพี่สะใภ้ของเจ้า ทำงานขยันขันแข็งหน่อย ไม่ไปสร้างปัญหาให้ข้าข้างนอก ข้าก็พอใจมากแล้ว”
“ข้าเคยสร้างปัญหาให้ท่านตั้งแต่เมื่อไหร่? ข้ายังสู้พี่เจ็ดไม่ได้รึ? ท่านไม่โกรธพี่เจ็ดด้วยซ้ำ ทำไมท่านถึงโกรธข้า? ยังว่าข้าเป็นแก้วตาดวงใจของท่าน เป็นลูกสาวหัวแก้วหัวแหวน แต่ข้าว่าถึงเวลาสำคัญมาท่านก็ยังปกป้องลูกชายของท่านอยู่ดี ข้าที่เป็นลูกสาวก็แค่ฟางข้าวต้นหนึ่ง”
“เจ้าเป็นฟางข้าว? เฮอะ ๆ! เจ้าลองเข้าไปดูในหมู่บ้านสักรอบซิ ดูว่ายังมีฟางข้าวของครอบครัวไหนมีชีวิตดีเหมือนเจ้าบ้าง เสื้อผ้าเจ้าก็มีพี่สะใภ้ซักให้ อาหารก็พี่สะใภ้เจ้าทำ กระทั่งน้ำล้างหน้ายังเป็นพี่สะใภ้ตักมาให้เจ้า…เจ้าเกือบจะเทียบได้กับคุณหนูสกุล