ว่ายังไม่ทันได้กินข้าวก็ต้องทำงานเสียแล้ว
ถึงในใจจะไม่ยินดี แต่ก็ยังออกไปช่วยทำให้อยู่
ตอนที่ออกไปก็เจอภรรยาของน้องห้าเข้าพอดี นางอารมณ์บูดบึ้ง หน้าตาบิดเบี้ยว ทั้งยังมองเขาตาขวาง
จูซื่อไม่เข้าใจ “…” สายตาน้องห้าไม่ดีใช่หรือไม่ถึงได้ไปเลือกสตรีที่สายตามีปัญหาแบบนี้เข้า?
พอไปถึงห้องครัว เขาก็เห็นว่าจูปาเม่ยกำลังตักน้ำจากโอ่งไปใส่หม้ออย่างกินแรง
ครั้นได้กลิ่นจากร่างของนางแล้ว จูซื่อก็ไม่กล้าเข้าไปใกล้ “ข้าเอาฟืนวางไว้ให้ตรงนี้ เจ้าก็หาวิธีเอาเข้าไปเองแล้วกัน ข้าไปกินข้าวล่ะ”
ไม่รอให้เสี่ยวเม่ยตอบก็วิ่งหนีจากไป
แม่เจ้า ดมกลิ่นนี้นาน ๆ จะกินข้าวลงหรือไม่?
น่าขยะแขยงยิ่งนัก!
รู้สึกว่าเหม็นกว่าห้องส้วมเสียอีก
จูปาเม่ยกำหมัดอย่างแค้นเคือง “…”
พี่สี่ที่สมควรตาย ท่านรอไปเถอะ อีกหน่อยข้าได้ดีแล้วอย่าคิดมาเสพสุขด้วยเชียว!
จูซื่อกลับไปถึงห้องโถงก็เห็นมารดาของเขาแบ่งอาหารเที่ยงให้ทุกคนเรียบร้อยแล้ว
นอกจากมันเทศของเย่อวี๋หรานกับจูเหล่าโถวที่หัวใหญ่หน่อย ผู้ใหญ่คนอื่น ๆ ล้วนได้รับมันเทศสองหัวขนาดเท่า ๆ กัน ของเด็กจะค่อนข้างหัวเล็ก ส่วนน้ำแกงผักได้คนละหนึ่งถ้วย ส่วนที่เหลือยังสามารถแบ่งปันกันได้อีกคนละถ้วย
“เอาล่ะ กินข้าวกันเถอะ” จูเหล่าโถวสั่งความ ทุกคนจึงเริ่มกินข้าว
ต้าเป่ากับเอ้อร์เป่ามองมันเทศที่สูญเสียกลิ่นหอมก็รู้สึกร้อนตัว พวกเขากินไปพลางแอบมองท่านย่าไปพลาง กลัวว่าท่านย่าจะสังเกตพบว่าพวกเข