นหนึ่งที “เจ้าอยากได้เหตุผล? ได้ อย่างนั้นข้าก็จะยกเหตุผลมาพูดกับเจ้า ไหนเจ้าลองพูดมาซิว่าก่อนกินข้าวเจ้าทำอะไรมาบ้าง? ก่อนมื้อเช้า เมียของเจ้าใหญ่หรือก็คือพี่สะใภ้ใหญ่ของเจ้าขึ้นเขาไปตัดหญ้าเลี้ยงหมูกลับมาเต็มตะกร้า เมียเจ้ารองหรือก็คือพี่สะใภ้รองของเจ้าทำความสะอาดคอกหมู แม้แต่เมียเจ้าสี่ ผู้อื่นก็ยังแบกท้องโตมาทำงานในครัว ไม่อย่างนั้นเจ้าคิดว่าเมื่อครู่นี้เจ้ากินอะไรลงไป?”
หลิ่วซื่อ หลิวซื่อ และหลี่ซื่อได้แต่นิ่งเงียบ “…”
ไม่สิ ท่านแม่สามี นี่มันไม่เหมือนท่านเลย!
ถ้าเป็นแต่ก่อน ท่านเคยอธิบายแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน? คว้าไม้กวาดขึ้นมาได้ก็ตีคน ตีจนหมอบราบคาบแก้วจึงจะหยุด
“ทุกคนล้วนทำงานกันหมด มีแต่เจ้าที่นอนกินบ้านกินเมืองอยู่บนเตียง ตอนนี้เจ้ากินดื่มจนอิ่มแล้ว ให้เจ้าทำงานสักหน่อยจะเป็นไร? ถ้าเจ้ายังรับไม่ได้ ก็ได้ ไสหัวกลับบ้านเดิมเจ้าไปโน่น ไปถามแม่เจ้าว่าสะใภ้บ้านไหนกล้าพูดจาแบบนี้กับแม่สามีบ้าง? ถ้านางสั่งสอนลูกสาวไม่ได้ก็พาลูกสาวกลับไป เรือนข้าไม่ขาดแคลนลูกสะใภ้”
ขณะนั้น สีหน้าของหลินซื่อซีดเผือดไปแล้ว แต่นางก็ยังยอมรับไม่ได้ ครั้นนึกถึงคำว่า ‘เพิ่มคาบพิเศษ’ ที่แอบได้ยินมาก่อนหน้านี้ก็ยิ่งน้อยใจและโมโหมากกว่าเดิม “แล้วท่านแม่ทำมื้อพิเศษให้พี่สะใภ้สี่ ทำไมท่านแม่ถึงไม่พูด? ใครจะรู้ว่าพี่สะใภ้สี่ทำงานอยู่ในครัวหรือว่าแอบขโมยกินอะไรอยู่? เย็นวานข้าเห็นอยู่ชัด ๆ ว่ามีแป้งกรอบใน