”
อันที่จริง เมื่อจูเหล่าโถวออกมาจากห้องก็นึกเสียใจทีหลัง เพราะออกมาแล้วเขาจึงนึกขึ้นได้ว่า หากภรรยาของเขาไม่ร้องเรียก ก็คงไม่มีลูกชายลูกสะใภ้คนไหนกล้าออกมาไกล่เกลี่ย
นี่ก็ดึกมากแล้ว ท้องฟ้ามืดสนิท เขาออกมาแล้วจะยังไปที่ไหนได้อีก?
แต่เมื่อไม่มีผู้ใดมาไกล่เกลี่ย จูเหล่าโถวก็หาทางลงไม่ได้ ได้แต่ทำหัวแข็งเดินวนรอบเรือนไปรอบหนึ่ง ครั้นถือว่าได้ ‘คลายโทสะ’ แล้วก็กะเวลากลับเข้าไปในเรือน
แต่เมื่อเขากลับไปก็พบว่าประตูห้องถูกปิดไว้อย่างแน่นหนา ต่อให้เขาผลักอย่างไรก็เปิดไม่ได้
“หรานเหนียง?”
“หรานเหนียง?”
เขาร้องเรียกเสียงเบาสองที
ภายในห้อง เย่อวี๋หรานนอนหลับไปนานแล้ว
นางไม่ได้ยินเสียงร้องเรียก แต่จูปาเม่ยที่นอนอยู่ในห้องมาตลอดยังไม่หลับ นางได้ยินเสียงอย่างชัดเจนแต่ว่าท่านแม่ไม่ขานรับ นางจึงไม่กล้าไปเปิดประตูให้ท่านพ่อ
“ท่านพ่อ ท่านไปนอนกับพี่เจ็ดเถอะ”
“แม่เจ้าหลับแล้ว?”
“หลับแล้ว”
จูเหล่าโถวหดหู่ใจ หากรู้แต่แรกว่าจะเป็นแบบนี้ เขาคงไม่ไปเดินวนอยู่แบบนั้นหรอก น่าจะกลับมานานแล้ว
กลางดึก จูปาเม่ยหิวจนตื่นขึ้นมา
นางปีนขึ้นมาจากเตียง ดื่มน้ำในกาที่อยู่บนโต๊ะ หากแต่ก็ยังไม่หายหิว ดื่มน้ำมากก็อยากเข้าห้องน้ำ แต่ท้องกลับยังหิวโครกครากอยู่เหมือนเดิม
ครั้นคลำทางออกมาจากห้องน้ำได้ จูปาเม่ยก็ตรงไปห้องครัวเพื่อหาอะไรกิน หาดูว่ายังมีอะไรเหลืออยู่หรือไม่
ที่น่าเสียดายก็คือ ท่านแม่กับพวกพี่สะใภ้เก็บกวาดห้องค