ผมไม่ได้ยิ้มเพราะรู้สึกว่าตัวเองชนะ
ผมยิ้มเพราะกำลังกลัว พยายามหลอกตัวเองให้เชื่อว่าไม่ได้กลัว แต่ถามว่ากลัวไหม? ขอบอกเลยว่ากลัวจนขี้หดตดหาย
ถึงอย่างนั้น ผมก็แสดงมันออกทางสีหน้าไม่ได้เด็ดขาด
หัวใจของผมเต้นดังราวกับเสียงกลองสนั่นอยู่ภายในหัวขณะที่ยืนอยู่ต่อหน้าชายบิดเบี้ยว ร่างของมันโน้มลงมาบดบังตัวผม
“…แกกินเสียงใช่ไหมล่ะ?”
ท่ามกลางความเงียบงันที่ปกคลุมรอบกาย มีเพียงเสียงของผมที่ทำลายความเงียบนั้น
มันดังชัดเจน จนผมได้ยินเสียงสะท้อนแผ่วเบาของมันวนกลับมา
“ฉันได้ยินเสียงจริง ๆ ของแกแล้ว ตามกของเกมนี้ แกก็ควรจะกินเสียงตัวเองสิ”
ผมยื่นมือทั้งสองข้างออก พยายามทำตัวให้ดูมั่นใจอย่างสุดความสามารถ
“ฉันยังมีชีวิตอยู่นี่ไง ไม่ใช่เหรอ? เกมระหว่างเราสองคนยังไม่จบสักหน่อย ตอนนี้แกก็พูดออกมาแล้ว ถึงเวลาที่แกต้องกินเสียงของตัวเองแล้วล่ะ”
ผมเลียริมฝีปากอันแห้งผาก พลางจ้องมองชายบิดเบี้ยวผู้อยู่เบื้องหน้า
ตัวตนของมันทำให้ผมหายใจได้อย่างยากลำบาก ราวกับว่ามวลอากาศกำลังบีบรัดผมไม่ให้หายใจ ทุกลมหายใจให้ความรู้สึกเหมือนเป็นการฝืนเค้นออกมา ความจุกเสียดในลำคอยิ่งขมวดแน่นขึ้นทุกชั่วขณะ
แต่แล้ว—
กึก!
ศีรษะของชายบิดเบี้ยวกระตุก
ราวกับกำลังเกิดอาการผิดปกติบางอย่าง มันเริ่มกระตุก
กึก! กึก!
มือของมันยกขึ้น เง