นที่หนึ่ง’ แต่คำพูดนั้นติดอยู่ที่ลำคอ เธอถึงกับงงไปชั่วขณะ ก่อนจะหลุดปากออกมาว่า “พวกเธอมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง?”
ซูเจากลอกตา “ป่านี่เป็นบ้านของเธอหรือไง? ทำไมฉันจะอยู่ที่นี่ไม่ได้”
เจียงเจินตอบสนองได้เร็วกว่าเธอ จึงถามว่า “พวกเธอหาเจอตั้งแต่เมื่อไหร่?”
ซูเจาตอบว่า “เจอตั้งนานแล้ว นั่งจนเบื่อแล้วด้วยซ้ำ”
นั่งจนเบื่อแล้วเหรอ แสดงว่าคงมาถึงนานมากแล้ว
นึกถึงคำที่ตัวเองพูดไปก่อนหน้านี้ เจียงเจินอดที่จะหน้าแดงไม่ได้
เจียงเจินพูดว่า “พวกเธอเก่งจังเลยนะ หาเจอเร็วขนาดนี้”
“นั่นสินะ เร็วกว่าพวกเธอเยอะเลย” ซูเจาพูด
เจียงเจินรู้สึกเหมือนโดนตอกกลับ จริงด้วย อย่าไปหวังว่าซูเจาจะรักษาหน้าให้เลย
หนิงหนิงกับหนิงเหนียนไม่ได้มีปฏิกิริยาอะไรกับการมาของพวกเขาเลย
พวกเขามาหาความน่าอับอายใส่ตัวเท่านั้นเอง
เจียงฉือซิงเร่งอีกครั้ง “จะไปตักน้ำกันได้หรือยัง?” เขาไม่รู้สึกกระอักกระอ่วนอะไร เพราะเขาไม่ได้เข้าไปยุ่งกับบทสนทนาเมื่อครู่ของเจียงเจินกับเหลียงชิงฮวน
หลังจากโดนหนิงหนิงตบหน้ามาหลายครั้ง สิ่งหนึ่งที่เจียงฉือซิงได้เรียนรู้คือ เวลาที่ไม่จำเป็นก็ควรพูดให้น้อยลง เพราะถ้าพูดไปมั่ว ๆ เมื่อไหร่ก็มีโอกาสที่จะโดนตบหน้าได้
ดูอย่างเจียงเจินกับเหลียงชิงฮวนสิ เห็นไหม
น่าเสียดายที่เจียงเจินดูเหมือนจะยังไม่เข้าใจเรื่องการขอโทษ
ช่างมันเถอะ ไม่ใช่ธุระอะไรของเขาสักหน่อย
เจียงฉือซิงวางกระเป๋าลง ทิ้งทั้งสองคนไว้ แล้วไปตักน้ำ