าหักแล้ว ยังเรียกร้องความเป็นธรรมไม่ได้อีก ช่างน่าอัดอั้นจริง ๆ อดทนเอาไว้เถอะ ใครใช้ให้นายไม่รู้จักสังเกตคน ไปขัดใจคนที่ไม่ควรขัดล่ะ”
เจียงเส่าย่อตัวลง ตบไหล่เจียงเอี้ยนจือเบา ๆ
“ต้องขอบคุณนายด้วยนะ ที่ทำให้ครอบครัวของพวกเราได้ใช้ชีวิตที่ดีขึ้น ฉันไม่ได้เดบิวต์ก็ไม่เป็นไร ได้เป็นลูกคนรวยที่ไม่ต้องกังวลเรื่องปากท้องไปทั้งชีวิต ก็ดีเหมือนกัน”
เขามองสำรวจเจียงเอี้ยนจือตั้งแต่หัวจรดเท้า สายตาหยุดอยู่ที่ขาของอีกฝ่าย ยิ้มเบา ๆ แล้วลุกขึ้นยืน หันหลังโบกมือให้เจียงเอี้ยนจือ ตั้งใจเน้นเสียงฝีเท้าให้ดังขณะเดินจากไป
“ฉันไปแล้วนะ มีนัดไปแข่งรถกับคนอื่น แล้วเจอกันพี่ชาย”
เงาร่างของเจียงเส่าหายไปที่ประตู เสียงปิดประตูดังขึ้นจากชั้นล่าง
เจียงเอี้ยนจือนอนอยู่บนพื้นเป็นเวลานาน ร่างกายของเขาเจ็บปวดมาก ลุกไม่ขึ้น
เขาพยายามพลิกตัวอย่างยากลำบาก มองขึ้นไปที่เพดาน
นึกถึงคำพูดของเจียงเส่า เขากำมือแน่นอย่างเงียบงัน
เจียงเส่ารู้ดีว่าจะแทงใจดำเขาได้อย่างไร
เจียงเอี้ยนจือชอบเต้นและร้องเพลงมาตั้งแต่เด็ก การได้ขึ้นไปยืนบนเวทีคือความฝันที่เขามีมาตั้งแต่วัยเยาว์
ทางบ้านไม่มีทางส่งเสียให้เขาไปเรียนเต้นและดนตรีแน่ เขาจึงเรียนรู้ด้วยตัวเอง
แม้จะเดินผิดทางมามากมาย แต่เขาก็ยังยืนหยัดมาได้
วันแล้ววันเล่า เขาฝึกฝนอย่างไม่มีที่สิ้นสุดเช่นนี้
เจียงเส่าเคยหัวเราะเยาะเขาว่าฝันกลางวันชัด ๆ
พวกเขาเป็นแค่เด็กจากครอบครัวธรรมดา