พราะถือไพ่ใบที่ชื่อว่า ‘ตระกูลซู’ ไว้เป็นป้ายโฆษณามาเนิ่นนาน
ซูอีเฉินไม่แม้แต่จะชายตามองจึงตัดบทสั้น ๆ “ไม่ต้อง”
ซูอิงเอ๋อร์หรือคุณลุงห้าส่งเสียงเหอะในลำคอหัวเราะเยาะ “เรื่องภายในครอบครัวเรา จำเป็นต้องให้คนนอกอย่างคุณมาเตรียมการอะไรให้ด้วยงั้นรึ? คุณเป็นญาติฝ่ายไหนของเราไม่ทราบ?”
เขาปรายตามองขบวนสมาชิกตระกูลซูซึ่งยืนเรียงรายกันอยู่ “ไม่เห็นหรือไงว่าตระกูลซูคนเยอะแค่ไหน? คนละจอบคนละเสียม ไม่ถึงครึ่งชั่วโมงพื้นปูนหนาแค่ไหนพวกเราก็ขุดทะลุได้!”
ผู้จัดการหลีอ้าปากค้างด้วยความจนใจ
หากตระกูลซูย้ายออกไปจริง ๆ ชื่อเสียงและผลประกอบการของสุสานชิงซานย่อมดิ่งเหวลดลงเกินครึ่งแน่นอน เขาจึงรีบลดท่าทีให้ต่ำต้อยลงพลางปั้นยิ้มประจบสอพลอ
“คุณซูครับ… ผมขออนุญาตถามตามตรง เหตุใดทางคุณถึงตัดสินใจย้ายสุสานกะทันหันเช่นนี้ หรือเป็นเพราะทางเราบริการบกพร่องประการใด โปรดให้โอกาสพวกเราได้ปรับปรุงแก้ไขเถอะนะครับ”
แน่นอนว่าซูอีเฉินไม่อยากเสียเวลาเสวนากับคนประเภทนี้
ทว่าหานหานผู้หวังดีกลับตะโกนตอบแทนเสียงลั่น “ก็ซู่เป่าบอกว่าฮวงจุ้ยที่นี่ไม่ดีน่ะสิ! บรรพบุรุษท่านไม่ชอบ!”
เสียงตะโกนนั้นดังพอที่จะทำให้ผู้คนโดยรอบที่มาไหว้บรรพบุรุษถึงกับหันขวับมาด้วยความตกตะลึง
‘จริงหรอเนี่ย? ขนาดตระกูลซูมหาเศรษฐียังบอกว่าที่นี่ฮวงจุ้ยไม่ดีเลยนะ!’
เหล่าคนรวยเริ่มหวั่นใจและคิดย้ายสุสานตาม ส่วนคนไม่มีทุนทรัพย์มากมายนัก ต่างก็รู้สึกสลดใจ