ิปัญญาของเขา
“…”
‘เอาเถอะ เรื่องพวกนี้เขาคงไม่มีทางคิดให้ทะลุปรุโปร่งได้เหมือนหลานสาวหรอก’
“ถึงแล้วครับ” มู่กุยฝานก้มมองนาฬิกาข้อมือ “เดี๋ยวผมมารับซู่เป่าทีหลังนะ”
ซูอีเฉินพยักหน้ารับก่อนก้าวลงจากรถเป็นคนแรก
ซู่เป่าโผเข้ากอดคอมู่กุยฝานพร้อมจุมพิตบนแก้มเบา ๆ “คุณพ่อบ๊ายบายค่า!”
“อืม ระวังตัวด้วยนะลูก” ชายหนุ่มลูบศีรษะเล็ก ๆ ของลูกสาวด้วยความเอ็นดู
“ค่าๆ ซู่เป่าจะระวังค่ะ!”
สิ้นเสียงเจื้อยแจ้ว เด็กน้อยก็กอดกระเป๋าสัตว์เลี้ยงไว้แนบอกพลางกระโดดพรวดลงจากรถทันที
“ระวังหน่อยสิ” ซูอีเฉินรีบยื่นมือออกไปรองรับร่างเล็กที่ถลันลงมาประหนึ่งลูกกระสุนพลางเอ่ยดุด้วยน้ำเสียงเหนื่อยใจ
ซู่เป่าออกตัววิ่งปรู๊ดตรงไปยังกลุ่มของซูเหอเวิ่น ที่รถคันหน้าพลางตะโกนบอกเสียงแจ๋ว “คุณลุงใหญ่วางใจได้เลยค่ะ ซู่เป่าไม่ล้มง่าย ๆ หรอก!”
ทว่ายังไม่ทันสิ้นเสียงดี ร่างกลมป้อมก็คว่ำคะมำลงกับพื้นจนกลิ้งหลุน ๆ ไปหนึ่งตลบ
ทำเอาทุกคนใจหายวาบจนหัวใจแทบหล่นไปอยู่ตาตุ่ม แต่ในพริบตาถัดมากลับเห็นเด็กน้อยดีดตัวลุกขึ้นยืนได้อย่างว่องไว เธอรีบปัดก้นปอย ๆ แล้วออกวิ่งต่อไปหน้าตาเฉยราวกับว่าเหตุการณ์เมื่อครู่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน!
เสี่ยวอู่ตบปีกพึ่บพั่บพลางล้อเลียน “โอ้โห พูดไม่ทันขาดคำก็ล้ม! โอ้โห ๆ พูดไม่ทันขาดคำก็ล้ม!”
ซู่เป่าตกใจรีบล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าเพื่อปิดปากนกช่างจ้อตัวนั้นทันควัน จนทุกคนอดหัวเราะร่าไม่ได้
หานหานยืนอยู่เบื้องหน