มู่กุยฝาน ผู้ซึ่งก่อนหน้านี้ดูไร้ตัวตน ในที่สุดก็ถูกกล่าวถึงในช่วงเวลาสุดท้ายก่อนซูจิ่นอวี้จากไป
เขาพิงกรอบประตูพลางส่ายหน้าและหัวเราะออกมาอย่างจนใจ ทอดสายตามองส่งดวงจิตของเธอที่กำลังค่อย ๆ เลือนหาย
บรรยากาศรอบกายพลันตกอยู่ในความเงียบงัน คฤหาสน์อันกว้างขวางหลังนี้คล้ายกับสูญเสียสีสันอันมีชีวิตชีวาไปในพริบตา ความคึกคักที่เคยมีเมื่อครู่หลงเหลือเพียงความหม่นหมองปกคลุมไปทั่วทุกตารางนิ้ว
มู่กุยฝานเริ่มเข้าใจในตอนนั้นเองว่า เมื่อห้าปีก่อนยามซูจิ่นอวี้ลาจากโลกนี้ไป ตระกูลซูทั้งตระกูลต้องเผชิญกับความแตกสลายรุนแรงเพียงใด…
ซู่เป่าซบหน้าลงกับอ้อมอกของซูอีเฉินจ้องมองเงาร่างของผู้เป็นแม่ไม่กะพริบตา จนกระทั่งร่างนั้นเลือนลับไปจากสายตาในที่สุด
“คุณแม่ลาก่อนนะคะ… เดินทางปลอดภัยนะ…” เด็กน้อยพึมพำแล้วค่อย ๆ ปิดเปลือกตาลง
ในห้วงนิทรา เธอฝันว่าได้ไปส่งคุณแม่ข้ามแม่น้ำเหลืองและก้าวขึ้นสู่สะพานไน่เหอ
เห็นคุณยายเมิ่งถือชามน้ำแกงเดินเข้ามา ทว่าหลังจากคุณแม่ดื่มจนหมดกลับทำปากดัง จั๊บ ๆ แล้วเอ่ยว่า “เอามาเพิ่มอีกชามซิ!”
มิหนำซ้ำคุณแม่ยังใจดีให้คำแนะนำในการปรุงน้ำแกงเสียด้วย “แนะนำให้ไปอัปเกรดสูตรหน่อยนะจ๊ะ ยกระดับมาตรฐานการบริการขึ้นอีกนิด…”
ภาพนั้นทำให้ใบหน้าของยายเมิ่งมืดดำสนิท บรรดาอาจารย์ทั้งหลายต่างพากันเอามือปิดหน้าด้วยความอับอายขายหน้าแทน…
ซู่เป่าที่กำลังตกอยู่ในความฝันหลุดหัวเราะออกมาโดยไม่รู้ตัว จน