้าสุสานชิงซานก็เงยหน้าอ่านป้ายหินด้วยความยากลำบาก “ชิง…ซาน…ถู่…หยวน… ชิงซานถู่หยวน?”
ซูเหอเหวินทนฟังไม่ได้จึงรีบขัด “นั่นมันสุสานชิงซานต่างหากเล่า!”
‘พี่สาวอ่านเฉพาะตัวที่มีขีดข้าง ๆ แล้วตัวที่ไม่มีขีดก็อ่านเฉพาะตัวตรงกลางใช่ไหมนั่น?’
หานหานโบกมือปัดอย่างไม่ใส่ใจ “โธ่ ไม่เป็นไรหรอก ความหมายมันก็คล้าย ๆ กันนั่นแหละ สุสานคือที่ฝังศพ ก็คือที่ฝังศพเหมือนกันไม่ใช่หรอ”
เปลือกตาของซูเหอเหวินกระตุกถี่ ๆ ในฐานะบัณฑิตสายศิลป์ตัวน้อย เขาไม่อาจยอมรับความผิดพลาดขั้นพื้นฐานเช่นนี้ได้เด็ดขาด ขณะกำลังอ้าปากอธิบายความแตกต่างระหว่างสุสานกับไอ้คำว่า ‘ถู่หยวน’ บ้าบอนั่น หันไปอีกทีหานหานก็วิ่งไปเสียแล้ว
หานหานเห็นซู่เป่าวิ่งมาถึงก็รีบคว้ามือเธอไว้ “ซู่เป่า พวกเธอเพิ่งมาถึงหรอ พ่อเธอขับรถช้าชะมัดเลย ไม่เหมือนพ่อฉันนะ พ่อฉันกล้าฝ่าไฟแดงด้วยล่ะ!”
“หา? ฝ่าไฟแดงมันไม่ถูกต้องนะ!” ซู่เป่าถึงกับตาโต
“พอดีพ่อไม่ได้ตั้งใจน่ะ” ซูจื่อหลินซึ่งกำลังเดินถือของพะรุงพะรังตามหลังมาเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ
ลึก ๆ ในใจเขาเป็นเพราะมัวแต่ครุ่นคิดถึงเรื่องราวของซูจิ่นอวี้ จนเผลอปล่อยจิตใจให้เหม่อลอยไปชั่วขณะ รู้ตัวอีกทีก็เผลอขับรถฝ่าสัญญาณไฟไปเสียแล้ว
ซู่เป่าตีหน้าเคร่งขรึมราวกับคุณตาซูยามสั่งสอนลูกหลาน “คุณลุงรองห้ามทำแบบนั้นอีกนะคะ!”
ซูจื่อหลินได้แต่พยักหน้ารับคำอย่างว่าง่าย
สุสานแห่งนี้กว้างขวางสุดลูกหูลูกตา วันนี้คลาคล่