คุณนายซูปีนขึ้นไปบนหลังคาจนสำเร็จ สายตาจับจ้องไปยังหลานสาวเป็นอันดับแรก
ตะกร้าไม้ไผ่สานนั้นมีขนาดค่อนข้างใหญ่ เมื่อซู่เป่านอนราบไปกับพื้น ด้านหนึ่งของตะกร้าจึงปิดคลุมศีรษะน้อย ๆ ของเธอไว้ ส่วนอีกด้านพาดวางอยู่บนหน้าท้องกลมมน
เจ้าตัวเล็กขยับพลิกกายหนึ่งทีพลางงอขาเล็ก ๆ เข้าหาตัว…
กลายเป็นว่าทั้งร่างมุดเข้าไปซุกอยู่ในตะกร้าไม้ไผ่ได้พอดิบพอดี
หญิงชราค่อย ๆ เปิดตะกร้าออกอย่างระมัดระวังที่สุด เธอเอื้อมมือไปลูบหน้าผากหลานสาวด้วยความห่วงใย กระทั่งแน่ใจว่าเด็กน้อยไม่มีไข้ถึงได้ลอบผ่อนลมหายใจออกมา
ในจังหวะนั้นเอง ซูอีเฉินก็ลืมตาตื่นขึ้นมา เขาค่อย ๆ ลุกขึ้นนั่งพร้อมกับนวดคลึงหัวคิ้วที่ปวดหนึบเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยเรียก “คุณแม่?”
เขาชำเลืองมองไปรอบกายพลันพบว่าซูจิ่นอวี้หายไปแล้ว
เนื่องจากฟ้าสางแล้ว ดวงวิญญาณของเธอก็ต้องหวนกลับเข้าไปพักผ่อนภายในน้ำเต้าอาคม
ซูอิงเอ๋อร์สะดุ้งโหยงลุกขึ้นมาด้วยความว่องไว เขากวาดสายตามองซ้ายทีขวาขวาอย่างเลิ่กลั่กพลางกระซิบ “แม่มาแล้วเหรอ? เผ่นเร็วพวกเรา!”
ทว่ายังไม่ทันได้ขยับขา คุณนายซูก็ประเดิมมอบ ‘เมตตาธรรมจากฝ่ามือ’ ฟาดลงกลางศีรษะลูกชายตัวดีดัง ปึ้ก! จนลูกชายตัวแสบต้องรีบกอดหัวตัวเองไว้แน่น
พี่น้องที่เหลือต่างพากันสะดุ้งตื่นเพราะเสียงเอะอะ ครั้นเห็นผู้เป็นแม่ยืนตระหง่านอยู่ตรงหน้าด้วยท่าทางดุดันปานสิงโตแยกเขี้ยว ทุกคนก็พากันอึ้งกิมกี่ไปชั่วขณะ ก่อนโพล่งถามออกมาด้วย