ซูจิ่นอวี้ชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหลุดหัวเราะออกมาเสียงดังลั่น
เธอยื่นมือไปจิ้มจมูกเล็ก ๆ ของลูกสาวด้วยความหมั่นเขี้ยว “เจ้าเล่ห์นักนะเรา ฉลาดเกินไปแล้ว!”
“แน่นอนอยู่แล้วค่ะ!” ซู่เป่ายืดอกเท้าสะเอวด้วยท่าทางภาคภูมิใจสุดขีด
ซูอีเฉินลอบยิ้มมุมปาก บรรดาพี่น้องตระกูลซูต่างพากันมองดูภาพสองแม่ลูกหยอกล้อกันด้วยสายตาเปี่ยมไปด้วยความรักและความเอ็นดู
ซู่เป่าคว้าข้าวเกรียบกุ้งรสไก่งวงมากำใหญ่ ก่อนยัดเข้าปากผู้เป็นแม่ “แม่กินสิคะ อร่อยนะ!”
ซูจิ่นอวี้ชะงักพลางท้วง “แม่กินแบบนี้ไม่ได้หรอกลูก… เอ๊ะ?”
‘เธอกลับสามารถลิ้มรสอาหารนั้นได้จริง ๆ!’
ปรากฏว่าข้าวเกรียบกุ้งในมือของซู่เป่า ได้แปรเปลี่ยนสถานะไปโดยอัตโนมัติ ทำให้ดวงวิญญาณสาวสามารถเคี้ยวสัมผัสความกรุบกรอบได้เหมือนคนทั่วไป
“อร่อยมาก!” ดวงตาของซูจิ่นอวี้เป็นประกายวาววับ
เมื่อเห็นแม่ทานได้ซู่เป่าก็ยิ่งคึกคัก เธอคว้าเค้กชิ้นเล็กขึ้นมายัดใส่ปากแม่ต่อทันที “แม่ขา กินเค้กด้วย!”
“อ้าม… แม่อ้าปากกว้าง ๆ ค่ะ” ยังไม่ทันที่ซูจิ่นอวี้จะเคี้ยวเค้กจนหมด เด็กน้อยก็ตักถั่วลิสงมาจ่อรออีกหนึ่งช้อนเต็ม
หลังจากนั้นเด็กน้อยก็หยิบผลไม้ตามขึ้นมาอีกชิ้น
‘ยัด ยัด ยัด! ยัดทุกอย่างเข้าปากแม่ ยัดเข้าไปก็ถูกแล้ว!’
“แค่ก แค่ก แค่ก…”
“แม่ดื่มน้ำตามเร็วค่ะ!” ซู่เป่าเห็นแม่เริ่มไอจึงรีบยกแก้วเหล้าขึ้นมาจ่อปากทันควัน
วิญญาณสาวจะสำลักตายเสียให้ได้ หลังจากพยายามกลืนอาหารลงคอไปได้อย