ซูจิ่นอวี้แปะติดอยู่กับกำแพงพลางเอ่ยออกมาอย่างหมดอาลัยตายอยาก “พี่ใหญ่ นี่ฉันเองนะ!”
ใบหน้าของซูอีเฉินแข็งทื่อไปในฉับพลันด้วยความตกตะลึง… น้ำเสียงอันคุ้นเคยนั้นกระแทกเข้ากลางหัวใจเขาอย่างจัง
“จิ่นอวี้… งั้นเหรอ?!” เขารีบถลาลงจากเตียงด้วยท่าทีร้อนรน สองมือพยายามจะแกะร่างของน้องสาวออกจากผนังห้อง
ทว่ากลับต้องชะงักค้างด้วยความกลัวว่าจะทำให้เธอเจ็บ น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความเลิ่กลั่กสับสน “ยัยหนูคนนี้ ทำไมถึงได้ซนขนาดนี้นะ! แล้ว… แล้วทีนี้จะทำอย่างไรดีล่ะ?”
ซูอีเฉินรู้สึกเสียใจ ยามตื่นขึ้นมาท่ามกลางความมืดเมื่อครู่ เขาตกใจเสียจนจำไม่ได้ว่าผีสาวตรงหน้าคือแก้วตาดวงใจของบ้านตระกูลซู
‘หมัดที่ซัดออกไปเต็มแรงนั่น… เธอจะเจ็บปวดขนาดไหนกันนะ?’
น้องสาวของเขาเป็นคนกลัวความเจ็บปวดที่สุดในโลก แค่ต้องเจาะเข็มน้ำเกลือเพียงนิดเดียวก็ร้องโวยวายบ้านแตกได้เป็นชั่วโมงแล้ว
“พี่… ช่วยดึงฉันลงมาก่อนสิคะ…” ซูจิ่นอวี้ยื่นมือออกมาหา
เธอนึกขำในใจ ‘มันช่างน่ามหัศจรรย์จริง ๆ ที่ร่างผีสามารถแปะติดผนังได้แบบนี้ ฮ่า ๆ ๆ สนุกชะมัดเลย!’
ซูอีเฉินเห็นน้องสาวยังมีหน้ามาหัวเราะร่า จึงเอ่ยออกมาด้วยความจนใจ “ยังจะมาหัวเราะอีกนะเรา”
เขาประคองมือของซูจิ่นอวี้ไว้แล้วค่อย ๆ ลอกร่างเธอออกมาจากกำแพงอย่างระมัดระวัง ความรู้สึกนี้ประหลาดพิกล เหมือนเขากำลังแกะแผ่นวอลเปเปอร์ออกจากผนังไม่มีผิด
ซูจิ่นอวี้สะบัดหัวเบา ๆ ร่างกายของเธอกลับค