ืนสู่สภาพเดิม ก่อนเอ่ยถามด้วยท่าทีตื่นเต้น “พี่ใหญ่ เอาอีกรอบไหมคะ?”
“…”
ซูจิ่นอวี้ยิ้มคิกคัก แต่ลึก ๆ กลับลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก เธอหวาดกลัวว่าพี่ใหญ่จะเป็นเหมือนพี่สี่ ที่จมอยู่กับความโศกเศร้าจนอยากจะร้องไห้แต่กลับต้องฝืนสะกดกลั้นเอาไว้
‘ความรู้สึกแบบนั้นมันคงทุกข์ใจมากสินะ…’
เธอก็เศร้าไม่แพ้กัน แต่เหนือสิ่งอื่นใด เธอปรารถนาให้ทุกคนมีความสุข และอยากโบกมือบอกลากันด้วยรอยยิ้มมากกว่า
หลังจากที่ซูจิ่นอวี้ เข้ามาป่วนจนบรรยากาศเปลี่ยนไป ความหนักอึ้งในใจของซูอีเฉินก็เบาบางลงได้จริง ๆ เขาจึงถามขึ้นว่า “ทำไมถึงมาที่นี่กะทันหันล่ะ”
ซูจิ่นอวี้ตอบกลับ “ก็วันนี้คืนกลางเดือนเจ็ด เทศกาลผีไงคะ! ช่วงนี้เห็นผีง่ายจะตาย พี่ไม่รู้เหรอ?”
วันที่สิบสี่เดือนเจ็ด ประตูนรกเปิดออก…
ในช่วงเวลานี้ วิญญาณที่มีแรงอาฆาตมักปรากฏกายออกมาหาตัวตายตัวแทน หรือไม่ก็ออกมาสร้างความวุ่นวายบนโลกมนุษย์ หรือเพียงแค่ต้องการกลับมาสัมผัสกลิ่นอายชีวิตที่พวกเขาไม่ได้พบเจอมาเนิ่นนาน
ซึ่งเธอก็อาจจะเป็นอย่างหลัง…
“พี่ใหญ่ ทำไมเห็นฉันแล้วพี่ไม่แปลกใจเลยสักนิดล่ะคะ?” ซูจิ่นอวี้ยิ้มร่า
ซูอีเฉินทอดสายตามองน้องสาวพลางเอ่ยด้วยเสียงนุ่มนวล “พี่รู้เรื่องนี้มานานแล้วล่ะ”
แค่ไม่คิดว่าจะได้หวนกลับมาพบกันในสภาพนี้เท่านั้นเอง…
ซูจิ่นอวี้เข้าใจในทันที เธอจูงมือซูอีเฉินลอยออกไปข้างนอก “พี่ใหญ่ ไปกันเถอะค่ะ เราไปนั่งดื่มเหล้าดูดาวบนดาดฟ้ากัน!”