ซูโล่วจ้องมองซูจิ่นอวี้เขม็งโดยไม่กล้าแม้แต่จะกะพริบตา เขาหวาดกลัวเหลือเกินว่าหากเผลอหลับตาลงเพียงชั่ววินาทีเดียว พอลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง ร่างของน้องสาวจะอันตรธานหายไปอีก
ซูจิ่นอวี้เอ่ยถามกระเซ้า “พี่สี่ ตอนนี้ฉันเป็นผีแล้วนะ… พี่ไม่กลัวฉันจริงเหรอ? เมื่อกี้ยังเห็นวิ่งหนีจนขนขาปลิวเชียวนะคะ”
ซูโล่วรู้สึกว่าภาพตรงหน้าพร่าเลือนด้วยหยาดน้ำตา เขาจึงถอดแว่นออกโดยไม่รู้ตัว มือทั้งสองข้างกำไว้หลวม ๆ ก่อนยกขึ้นแตะริมฝีปาก พยายามฝืนยิ้มออกมา “หึ… เธอกำลังซนอีกแล้วใช่ไหม? ผีผู้หญิงเมื่อครู่นี้เป็นฝีมือเธอสินะ?”
“แอบไปหลอกพี่ใหญ่กับคนอื่น ๆ มาด้วยใช่ไหม หืม?”
“ใช่แล้วล่ะค่ะ ก็ฉันคิดถึงพวกพี่ ๆ นี่นา ดูสิ ผีสาวราคะคนนั้นน่ะ…” ซูจิ่นอวี้ยิ้มกว้างอย่างร่าเริง
ทว่าเธอยังพูดไม่ทันจบประโยค ก็ถูกซูโล่วดึงเข้าไปโอบกอดไว้แน่น
“น้องรัก ที่โน่นเป็นอย่างไรบ้าง เธอกินอิ่มนอนหลับสบายดีไหม?” น้ำเสียงของซูโล่วสั่นพร่าและแหบแห้ง ในมุมมืดมิดที่ไร้คนสังเกตเห็น เขาใช้ปลายนิ้วปาดคราบน้ำที่มุมตาออกเงียบเชียบ
“พี่สี่ ฉันสบายดีค่ะ จริง ๆ นะ” ซูจิ่นอวี้กอดพี่ชายตอบพลางตบหลังเขาเบา ๆ “ท่านผู้พิพากษาก็เอ็นดูฉันมาก ถึงขั้นแอบพาฉันออกมาด้วย พวกผู้เฒ่าในยมโลกโกรธจนเคราสั่นตาถลนแต่ก็ทำอะไรฉันไม่ได้เลย”
“วันนี้ฉันไปลงทะเบียนมาด้วยนะ พวกเขาบอกว่าจะหาครอบครัวดี ๆ ให้ฉันไปจุติใหม่ พี่ลองเดาสิว่าฉันเลือกอะไร?”
ซูโล่วพยายามกลืนควา