ั้งใจทำมาให้ถึงที่นี่ จะปล่อยให้น้ำใจของเธอเสียเปล่าได้ยังไง”
คุณนายเฒ่าซูถึงกับมุมปากกระตุก
ทุกคนในที่นั้นพากันนิ่งอึ้งไปชั่วขณะ
‘คุณซูครับ เมื่อกี้คุณไม่ได้พูดแบบนี้นะ!’
‘ไหนว่าถ่ายหนังไม่สะดวกจะใส่ไงล่ะครับ!’
ซูเหอเวิ่นมองคุณลุงสี่ด้วยสายตาที่สื่อความหมายชัดเจนว่า ‘ผมดูออกนะว่าลุงกลัว’
ยิ่งเป็นเสี่ยวอู่ยิ่งแล้วใหญ่ มันส่ายหัวไปมาพลางร้องแซวเป็นจังหวะ “ถ้าปอดแหกก็พูดมาตรง ๆ เถอะ~ หาข้ออ้างวนไปวนมาไม่มีประโยชน์เลย~ ถ้ากลัวก็บอกมาสิ พรุ่งนี้ฉันจะไปฟ้องออกุสโตแทนแกเอง…”
ซูโล่วมุมปากกระตุกซ้ำสอง
ในจังหวะนั้นเอง โจวอวี่ที่เฝ้ารอโอกาสอยู่ก็รีบถือชานมปรี่เข้ามาหา “ว้าว ซู่เป่านี่เอง! พี่ชื่อโจวอวี่นะจ๊ะ จำพี่ได้ไหมเอ่ย?”
“ซู่เป่าอยากดื่มชานมไหมจ๊ะ? เจ้านี้อร่อยมากเลยนะ!”
ซู่เป่าพอได้ยินเสียงนี้ก็นึกออกทันที… ‘นี่ไม่ใช่ป้าที่มีรองเท้าแตะติดคอคนนั้นหรอกหรือ?’
“ไม่ต้องค่ะ คุณยายบอกว่าเด็ก ๆ ไม่ควรดื่มชานม ไม่รู้เหรอคะ?” เด็กน้อยรีบส่ายหน้าปฏิเสธ
โจวอวี่หัวเราะแห้ง ๆ พลางเหลือบมองคุณนายเฒ่าซูแวบหนึ่ง ก่อนเค้นเสียงแหลมตอบ “อุ๊ย… พี่ไม่ทราบจริง ๆ ค่ะ ต้องขอโทษด้วยนะคะ”
“คุณป้าคะ แล้วรองเท้าแตะที่ติดคอ พี่ยังไอไม่ออกมาอีกเหรอคะ?” ซู่เป่าถามด้วยความสงสัย แม้เธอจะจินตนาการไม่ออกว่ารองเท้าแตะเข้าไปอยู่ในคอได้อย่างไร
“คือ… เสียงพี่เป็นแบบนี้อยู่แล้วค่ะ…” โจวอวี่กัดริมฝีปากแน่น
กู้ชีชีแอบกลอกตาพลาง