ก็เกิดการปะทะและฉุดกระชากกับพ่อของเป้ยเฉินอวี่จนห้องทั้งห้องตกอยู่ในความวุ่นวาย หนักข้อถึงขั้นมีคนฉวยโอกาสในช่วงชุลมุนเข้ามากระชากผมพร้อมตบหน้าเธอซ้ำแล้วซ้ำเล่า
เป้ยเฉินอวี่ถูกทำร้ายจนสมองเบลอไปหมด เด็กสาวร่ำไห้จนตัวสั่นเทาละล่ำละลักปฏิเสธ “ไม่ใช่หนู… ไม่ใช่หนูจริง ๆ นะคะ…”
เธอพยายามยกมืออันสั่นระริกขึ้นกำบังใบหน้าพลางปล่อยโฮออกมาสุดเสียง “หนูป่วยเป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาวนะคะ! หนูน่ะไม่รู้จักคนพวกนั้นด้วยซ้ำ แล้วทำไมหนูต้องทำเรื่องแบบนั้นด้วยล่ะ?”
ฝ่ายมารดาโกรธจนริมฝีปากสั่นเครือ “พวกคุณกล้าดียังไงมาบุกรุกบ้านคนอื่นแบบนี้ ฉันจะฟ้องร้องให้ถึงที่สุดเลยคอยดู!”
ทว่าท่ามกลางข้าวของซึ่งกำลังถูกรื้อค้นจนกระจุยกระจาย พลันมีชายคนหนึ่งค้นพบเอกสารสำคัญเข้าพอดี เขาจึงแผดเสียงตะโกนลั่น “หยุดก่อนทุกคน! ฟังทางนี้!”
เขาชูใบรับรองฉบับนั้นขึ้นให้เห็นชัดถนัดตา เนื้อความด้านในระบุว่าเป้ยเฉินอวี่เคยได้รับการบริจาคไขกระดูก และเธอเป็นผู้ป่วยมะเร็งเม็ดเลือดขาวจริงตามคำกล่าวอ้าง…
ทันใดนั้นทุกคนต่างหยุดมือลงด้วยความฉงน
‘เธอป่วยเป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาวจริง ๆ งั้นหรือ?’
‘หากเป็นเช่นนั้น ดูเหมือนเด็กสาวจะไม่มีเหตุผลจูงใจให้ทำเรื่องอัปมงคลแบบนั้นเลย… ‘
‘หรือว่าพวกเขาจะเข้าใจผิดไปเอง?’
เมื่อเห็นฝูงชนเริ่มลังเล เป้ยเฉินอวี่ก็สะอื้นไห้จนตัวโยน “หนู… หนูไม่ได้ทำจริง ๆ นะคะ ไม่ใช่หนู… ทุกเดือนหนูต้องไปรับการรักษาตลอด ครอ