บครัวเรายากจนจนข้าวเหลือสักเม็ดยังไม่กล้าทิ้ง”
“กับข้าวอย่างเดียวต้องฝืนกินตั้งสามวัน พ่อกับแม่เก็บออมเงินซื้อกระดูกหมูเพียงชิ้นเดียวยังต้องแบ่งทำสองมื้อให้หนูทาน ส่วนพวกท่านเองกลับไม่กล้าแตะเลยสักนิด…”
“คนจนตรอกแบบพวกเรา จะเอาเงินเอาอารมณ์ที่ไหนไปกราบไหว้บูชาคนอื่นได้อีก!”
เป้ยเฉินอวี่ตกอยู่ในความสิ้นหวังถึงที่สุด หยาดน้ำตาไหลรินอาบสองแก้ม ใบหน้าเปื้อนคราบน้ำตาทำให้ผู้พบเห็นอดรู้สึกสงสารจับใจไม่ได้
ฝ่ายมารดาเห็นดังนั้นยิ่งเวทนาลูกสาว เธอโผเข้ากอดพร้อมร่ำไห้สะอึกสะอื้น “ลูกสาวที่น่าสงสารของแม่… ชาติก่อนเราไปทำกรรมอันใดไว้หนอ! เหตุใดชีวิตลูกแม่ถึงได้ตกระกำลำบากเพียงนี้!”
ขณะที่บิดาของเป้ยเฉินอวี่เอาแต่นั่งยอง ๆ กุมขมับเงียบกริบไม่ยอมปริปาก
ยามเผชิญหน้ากับคนอ่อนแอเขามักจู่โจมรุนแรง แต่เมื่อพบคนแข็งแกร่งกลับแสร้งทำเป็นสงบเสงี่ยม…
แม้ตอนนี้นั่งขดอยู่มุมห้องไม่พูดจา แต่ท่าทางทั้งหมดล้วนสื่อว่าตนเองก็น่าเวทนาไม่แพ้กัน
ท่ามกลางความลังเลของทุกคน จู่ ๆ เสียงเล็กใสอันแสนน่ารักก็ดังขึ้น “คุณลุงคุณป้าคะ ตึกนั้นเขามีกล้องวงจรปิดนะคะ!” ซู่เป่าชูแฟลชไดรฟ์ในมือขึ้น
ซูเหอเวิ่นรีบนำคอมพิวเตอร์พกพาของพ่อมาวาง เสียบอุปกรณ์ลงไปพลางกดเปิดวิดีโอทันที
ภาพปรากฏคือเป้ยเฉินอวี่แอบถือผลไม้ ธูปเทียน และกระดาษเงินกระดาษทอง ลอบเข้าไปในตึก 7 อย่างลับ ๆ
ความถี่ในการแวะเวียนไปยังตึกร้างนั้นค่อนข้างบ่อย แทบทุกสองสาม