องไปเรียน พวกเด็ก ๆ ก็ไม่เคยไปล่าช้าให้เสียประวัติ พอถึงคราวหยุดพักจะขอตื่นช้าลงสักหน่อยจะเป็นไรไป?
ในมุมมองของคุณนายซูนั้น ยามต้องเข้มงวดก็ต้องจริงจัง แต่ยามที่ควรผ่อนปรนก็ต้องรู้จักปล่อยวาง สำคัญคือเธอมั่นใจในตัวหลานทุกคนเสมอ
ท่านผู้เฒ่าซูสะบัดหนังสือพิมพ์ในมือจนเสียงดังพรึ่บ รอยเหี่ยวย่นบนใบหน้าขึงขังขึ้นมาทันที แล้วพึมพำอุบอิบ “เอาเถอะ…พูดดีพูดร้ายคุณพูดหมดแล้ว ผมจะพูดอะไรได้อีก”
คุณนายซูฟังไม่ถนัด “คุณว่าอะไรนะ?”
ท่านผู้เฒ่าซูลูบจมูกแก้เก้อ “เปล่า… ไม่มีอะไร” เขาเงียบไปครู่หนึ่งก่อนโพล่งขึ้นมาใหม่ “ฉันเห็นว่าปิดเทอมพวกเขาก็ไม่ได้เรียนรู้อะไรเลย ปล่อยให้อยู่บ้านเฉย ๆ มันเปลืองเวลาชีวิตเกินไป ลองหาที่เรียนพิเศษให้พวกเขาบ้างสิ”
คุณนายซูถลึงตาใส่ทันที “อย่างซูเหอเหวินกับซูเหอเวิ่นน่ะเหรอที่ต้องเรียนเพิ่ม?”
“…”
“แล้วอย่างซูจื่อซีกับหานหานล่ะ ส่งไปเรียนจะมีประโยชน์อะไร?”
ชายชรานิ่งอึ้งไปครู่ใหญ่ พลางนึกถึงวีรกรรมและนิสัยของหลานแต่ละคน… จริงอย่างที่ภรรยาว่า หากส่งซูจื่อซีกับหานหานไปเรียนตอนนี้ นอกจากไม่ได้อะไรแล้ว ดูท่าคงเป็นการเอาเงินไปทิ้งเสียเปล่า ๆ!
คุณนายซูสรุปทิ้งท้าย “แล้ว ซู่เป่าของฉันอายุแค่นี้ จำเป็นต้องไปเรียนพิเศษด้วยเหรอจ๊ะ?”
‘โอเค ยอมแพ้ก็ได้’
ซูอีเฉินผู้นิ่งขรึมนั้นฉลาดหลักแหลมยิ่งนัก ตั้งแต่ต้นจนจบเขาไม่ยอมปริปากแทรกการโต้เถียงนี้แม้แต่คำเดียว
คุณนายซูยังคงบ่นพึมพำ “ค