ก้าวออกมา “ทั้งหมดนี้ผมเป็นคนทำเองครับ”
ซูเหอเหวินที่ดูเหตุการณ์อยู่นิ่งไปครู่หนึ่ง คิดในใจว่า… ‘ช่างมันเถอะ ในเมื่อเขาเป็นพี่ใหญ่ก็ต้องยืดอกรับผิด’
“คุณย่าครับ เตียงน้ำนี่ผมเป็นคนประดิษฐ์เอง น้อง ๆ ยังเด็กไม่รู้เรื่อง ผมเป็นตัวอย่างที่ไม่ดีเองครับ”
น่าสงสารซูเหอเหวินนัก
อุตส่าห์มาหาแต่ไม่ได้เล่นอะไรเลย กลับต้องมารับกรรมแทน…
คุณนายซูเบิกตากว้าง “ออกไปยืนทำโทษกันให้หมด!…เดี๋ยวก่อน เปลี่ยนเสื้อผ้าก่อน แล้วเอากะละมังครอบหัวออกไปยืน!”
เหล่าเด็กน้อยเปลี่ยนเสื้อผ้าอย่างว่าง่าย ก่อนมายืนเรียงแถวชิดผนังตรงระเบียง แต่ละคนมีกะละมังวางอยู่บนศีรษะ และใช้สองมือประคองไว้เรียบร้อย
เมื่อซูอีเฉินและมู่กุยฝานเดินมาถึง ทั้งคู่ก็ต้องชะงักกับภาพขบวนเด็กน้อยพายืนรับโทษด้วยท่าทางน่าเวทนา… ดูเหมือนงานนี้จะโดนกันถ้วนหน้าไม่มีละเว้น
ซูจิ่นอวี้มองภาพนั้นแล้วอดไม่ได้จึงหัวเราะพรืดออกมา เธอนึกถึงตอนเด็ก ๆ ที่ตนเองมักถูกลงโทษให้ยืนแบบนี้บ่อยครั้ง โดยมีบรรดาพี่ชายมายืนรับผิดเป็นเพื่อนเสมอ ไม่คิดเลยว่าผ่านไปยี่สิบปีจะได้เห็นภาพประวัติศาสตร์ซ้ำรอยอีกครั้ง สมกับเป็นแม่ของเธอจริง ๆ ยังคงเฉียบขาดไม่มีเปลี่ยน
“ไปทำอะไรกันมาล่ะเนี่ย? แอบถอดแผงวงจรไฟฟ้าเล่นกันเหรอ?” มู่กุยฝานถามขึ้นด้วยความขบขัน
“ไม่ใช่ค่ะคุณพ่อ! พวกเราแค่ทำเตียงน้ำเล่นกัน แล้วพอขยับตัวไปมาเตียงมันก็เลยแตก…” ซู่เป่าตอบตามตรง
“แล้วน้ำก็กระเด็นไปใส่ปลั๊กไ