จ
‘ทำไมจะไม่เกี่ยวล่ะ! ฉันเป็นแม่แท้ ๆ ของหานหานนะ’
‘ในตัวเด็กคนนั้นมีเลือดของตระกูลซูไหลเวียนอยู่’
‘นั่นก็หมายความว่าฉันย่อมต้องเกี่ยวข้องกับพวกคุณด้วย!’
ซูอีเฉินมองปราดเดียวก็รู้ว่าเธอกำลังเตรียมจะปั้นคำแก้ตัว เขาไม่อยากเสียเวลาฟังจึงถามเข้าประเด็นทันที “เหวยหว่าน ผมถามคุณ… ตอนนั้นคุณใช่ไหมที่เป็นคนพาตัวจิ่นอวี้ไป?”
เหวยหว่านที่กำลังปรับอารมณ์เตรียมร้องขอความเห็นใจถึงกับชะงักไปทันที สีหน้าของเธอเปลี่ยนเป็นความตกใจ “พี่ใหญ่ พูดเรื่องอะไรคะ! ฉันจะทำเรื่องแบบนั้นได้ยังไง… ฉันไม่มีทางทำเรื่องชั่วร้ายแบบนั้นหรอกค่ะ!”
ซู่เป่านั่งอยู่บนเก้าอี้ตัวโต มือน้อยวางซ้อนกันบนโต๊ะ คางเกยหลังมือพร้อมเอียงคอจ้องมองเหวยหว่าน ราวกับกำลังใช้ความคิด
“ป้าคะ คุณโกหกนะ!” เด็กน้อยเอ่ยขึ้น “อาจารย์บอกว่า เวลาคนโกหกตามักมองไปทางขวา สายตาจะไม่อยู่นิ่ง เพราะงั้นคุณโกหกแน่นอนค่ะ”
ขนาดเด็กตัวเล็ก ๆ ยังมองออก แล้วผู้ใหญ่คนนี้จะไปหลอกใครได้อีก!
ซูอีเฉินช่วยแก้ไขคำเรียกให้หลานสาวเสียงเบา “ไม่ต้องเรียกป้าหรอก ตอนนี้เธอเป็นเพียงคนแปลกหน้า เป็นอาชญากรคนหนึ่งเท่านั้น”
ใบหน้าของเหวยหว่านซีดเผือดลงทันที เธอคงหวังสูงเกินไป ดูจากท่าทีของซูอีเฉินแล้ว ตระกูลซูไม่มีทางให้อภัยเธอแน่!
ซู่เป่าเปลี่ยนคำเรียกตามคำสั่งลุงใหญ่แล้วถามย้ำ “คุณเหวยหว่าน แม่ของหนูไม่เคยทำอะไรให้คุณโกรธแค้นเลย แล้วทำไมคุณถึงต้องทำร้ายแม่หนูด้วยคะ?”
“บอก