เอาไว้ก่อนเถอะ…”
ผมหันไปทางรถตู้ที่จอดอยู่ไกล ๆ
“…เพื่อนคุณตายไปสองคนนะ ทำไมถึงดูไม่สะทกสะท้านอะไรเลยล่ะ?”
“หือ?”
เจมี่หันมาหาก่อนที่สีหน้าจะสลดลง
“ก็ ใช่น่ะ”
เขาเกาหลังศีรษะตัวเอง
“พวกเขาไม่ใช่เพื่อนผมจริง ๆ หรอก มันมีแต่ความสัมพันธ์ทางธุรกิจล้วน ๆ เลย”
คำพูดของเขาฟังดูเย็นชา แต่หลังจากเงียบไปครู่หนึ่ง ใบหน้าของเขาก็ดูหม่นลงเล็กน้อย
“และ… ไม่ใช่ว่าผมไม่รู้สึกอะไรหรอกนะ แต่ผมเห็นเรื่องแบบนี้มาจนชินแล้วเลยพยายามไม่ให้มันส่งผลกระทบกับตัวเอง พ่อแม่ผมก็ตายแบบนี้… เดี๋ยวความรู้สึกมันคงไล่ตามมาเองนั่นแหละ ตอนนี้ผมก็แค่พยายามจะยืดเวลามันออกไปให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้เฉย ๆ”
“อ่า… เสียใจด้วยนะ”
“ขอบใจ”
บางทีเขาอาจจะเป็นคนประเภทที่ไม่ชอบแสดงความอ่อนแอให้ใครเห็นเวลาที่มีคนอยู่ด้วย พวกประเภทที่ชอบทนทุกข์เงียบ ๆ
เขาคงจะใช้สถานการณ์นี้เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจของตัวเองจากเรื่องพวกนั้นด้วย
‘ถ้าเป็นอย่างนั้น มันก็ฟังดูสมเหตุสมผลอยู่’
แต่ถึงอย่างนั้น ผมก็ไม่แปลกใจนะถ้าเขาไม่แคร์เลยจริง ๆ เพราะสามัญสำนึกของโลกใบนี้มันเละเทะไปหมดแล้ว
“โอ้ะ ดูนี่”
เจมี่ดึงไหล่ของผม เขาดันโทรศัพท์มาใกล้หน้าผมพลางหัวเราะเยาะในลำคอ
“ดูในแชตสิ”
แชต?
ผมกะพริบตาแล้วมองไปที่ช่อง