ี เมื่อเห็นซู่เป่า เขาก็นึกถึงคำเตือนของหลานสาวขึ้นมาทันที จึงหันไปถามผู้เชี่ยวชาญอาวุโส “ผู้อำนวยการอวี๋ครับ คุณแม่ของผมล้มเพราะการฝึกที่ไม่เหมาะสมหรือโหมฝึกหนักเกินไปหรือเปล่า?”
คำถามนี้ทำเอาผู้อำนวยการอวี๋เดือดดาลอีกรอบ “คุณหมอซูพูดแบบนี้หมายความว่ากำลังตั้งคำถามกับความสามารถของผมงั้นเหรอ? สถานพักฟื้นของเราคือแนวหน้าระดับประเทศ และผมเองก็เป็นผู้เชี่ยวชาญอันดับหนึ่ง! ถ้าห้าปีนี้ไม่ใช่เพราะพวกเรา คุณคิดว่าคุณนายซูจะฟื้นตัวมาได้ถึงขนาดนี้หรือ?”
ซูอี้เชินเงียบไป
“ต้องรู้ไว้ว่าคนไข้แบบคุณนายซู 99.99% ไม่มีทางกลับมายืนได้อีก แต่ทำไมท่านถึงทำได้ล่ะ?” หมอชราพูดด้วยท่าทีโอ้อวด
“ก็เพราะหนูนวดขาให้คุณยายทุกวันไงล่ะคะ!” ซู่เป่าแทรกขึ้นมาทันที
ผู้อำนวยการอวี๋ถึงกับขำพรืดพร้อมสายตาเหยียดหยาม “นวดขาแค่นั้นจะยืนได้? ช่างน่าขันสิ้นดี!”
ซู่เป่าไม่ยอมแพ้ “ก็ใช่น่ะสิ! คุณปู่อยากบอกว่าที่คุณยายลุกขึ้นได้ เป็นผลงานของพวกคุณคนเดียวเลยว่างั้น? ถ้าอยากอวยตัวเองก็พูดออกมาตรง ๆ สิคะ แล้วพอหนูพูดความจริงก็ไม่ให้พูด แบบนี้เรียกว่าอ้อมเกลียวจริง ๆ เลย!”
มู่กุยฝานแอบแก้ให้เบา ๆ “อ้อมค้อมจ้ะลูก ไม่ใช่อ้อมเกลียว”
“นั่นแหละค่ะ อ้อมค้อมสุด ๆ ไม่มีความจริงใจเลยสักนิด!” เด็กน้อยพยักหน้าหงึกหงัก
ผู้อำนวยการอวี๋โกรธจนลมแทบจับ “ที่คุณนายลุกขึ้นได้ นั่นพิสูจน์ว่าแผนฟื้นฟูของผมมันถูกต้อง ปลอดภัย และมีประสิทธิภาพ เด็กอย่