ข้างหูคุณยาย “คุณยายขา… คุณยาย… ตื่นได้แล้วนะ!”
“คุณยายเป็นแมวขี้เซาแอบนอนตื่นสายหรือเปล่าคะเนี่ย? ถ้ายังไม่ยอมตื่นอีก ซู่เป่าจะปล่อยตดเหม็น ๆ ใส่จริง ๆ ด้วยนะ!”
ผู้เชี่ยวชาญอาวุโสใบหน้าบึ้งตึงถึงขีดสุด เขาหันไปตะคอกใส่แพทย์ประจำแผนก “บอกแล้วไงว่าห้ามรบกวนคนไข้! ไม่ได้ยินหรือไง? เชิญญาติออกไปเดี๋ยวนี้ ทำตัววุ่นวายไม่ฟังคำสั่งแพทย์แบบนี้มันใช้ได้ที่ไหน!”
“หรือจะให้ผมเป็นฝ่ายเชิญคุณออกไปแทนดีล่ะ?” มู่กุยฝานเงยหน้าขึ้นจ้องมองหมอชราด้วยสายตาเย็นเยียบ
“คุณหมายความว่ายังไง?” ผู้เชี่ยวชาญขมวดคิ้ว ในใจยิ่งดูแคลนมู่กุยฝานหนักกว่าเดิม เพราะได้ยินมาว่าเป็นเพียงบุตรเขยที่เข้ามาอาศัยใบบุญตระกูลซูเลี้ยงชีพไปวัน ๆ
มู่กุยฝานหัวเราะเยาะในลำคอ “เสียงลูกสาวผมยังไม่ดังเท่าเสียงตวาดของคุณเลย ถ้าคุณกลัวเสียงรบกวนจริงๆ คนที่ควรไสหัวออกไปก่อนก็น่าจะเป็นพวกคุณมากกว่านะ!”
“พวกเรากำลังหารือเรื่องอาการป่วย ซึ่งทำไปก็เพราะหวังดีต่อคุณนายซูทั้งนั้น!” หมอชราโกรธจนหน้าสั่น
มู่กุยฝานชี้ไปยังประตู “ถ้าจะหารือเรื่องอาการ ทำไมไม่ไปทำในห้องทำงานหมอล่ะ?”
ชายชราอึ้งจนพูดไม่ออก มู่กุยฝานไม่แยแสจะเสวนากับเขาต่อ แม้ตอนอยู่บนรถเขาจะไม่ได้ใส่ใจนักที่ซู่เป่าบอกว่าตัวเองคือผู้เชี่ยวชาญ แต่เขาก็แยกแยะสถานการณ์ตรงหน้าได้ชัดเจนว่าใครกันแน่ ที่ทำตัวไร้สาระ
ในตอนนั้นเอง ซูอี้เชินก็รีบตามมาสมทบ เขาเพิ่งเสร็จจากงานหน้าหน้าที่ของตนพอด