“หนูไม่ได้ไปคนเดียวนะคะ พี่จื่อซีจะไปกับหนูด้วย” ซู่เป่ารีบอธิบาย
แต่พอพูดชื่อซูจื่อซีขึ้นมา ทุกคนในตระกูลซูกลับสามัคคีกันปฏิเสธเสียงแข็งทันที “ไม่ได้!” ขืนปล่อยเด็กน้อยคนหนึ่งกับเด็กเกเรอีกคนไปไกลขนาดนั้น มีหวังวุ่นวายกันทั้งบ้านแน่
ซูจื่อซีพ่นลมหายใจทิ้งตะเกียบแล้วสะบัดก้นกลับห้องไปทันที
ใครอยากจะไปกับยัยเด็กนี่กัน!
เมื่อเห็นว่าไม่มีใครเห็นด้วย ซู่เป่าก็เริ่มงัดไม้ตายสุดท้ายออกมา เด็กวัยสี่ขวบทำหน้าเคร่งขรึมแล้วพูดด้วยน้ำเสียงพยายามจะดุแต่กลับดูน่าเอ็นดูสุด ๆ ว่า “หนูขอร้องนะคะ… เห็นด้วยเดี๋ยวนี้เลย!”
เมื่อเห็นว่าไม่มีใครยอมใจอ่อน ซู่เป่าก็เริ่มงัดไม้ตายสุดท้ายออกมา ยัยหนูยืนจด ๆ จ้อง ๆ กลั้นลมหายใจจนแก้มป่องกลมเหมือนลูกซาลาเปา คิ้วสองข้างขมวดเข้าหากันจนแทบจะผูกเป็นโบว์ เธอพยายามทำสีหน้าให้ดุดัน
มู่กุยฝานที่ยืนดูอยู่ข้าง ๆ ถึงกับหลุดขำออกมาเบา ๆ เขาเห็นท่าไม่ดี จนสุดท้ายก็ต้องออกโรงช่วยโน้มน้าวคนตระกูลซูให้จนสำเร็จ
คืนนั้น คุณยายซูบังคับรถเข็นเข้ามาในห้องของซู่เป่า “ซู่เป่า… นี่เป็นเครื่องรางที่ยายทวดของยายทวดส่งต่อมาให้ หนูต้องพกติดตัวไว้ให้ดีนะ!”
เครื่องรางชิ้นนั้นคือถุงเครื่องหอมนำโชคอันจิ๋ว มักจะถูกติดไว้บนเสื้อผ้าเด็กสมัยก่อน แม้คุณยายซูจะมองว่ามันเป็นเพียงของที่มีคุณค่าทางใจ แต่นี่คือสิ่งที่เธอตั้งใจมอบให้เพื่อคุ้มครองหลานสาวสุดรักในการเดินทางครั้งนี้
แม้เเหรียญนำโชคข้างในจ